การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมาที่ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิม
ในการประชุมรอบนี้ เปรียบเสมือนกับการเปิดไพ่ตาสุดท้ายในรอบนี้ของสหรัฐที่ยอมทบทวนเปลี่ยนแปลงแผนการเดิมที่ว่าจะค่อยๆ ปรับขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 4 ครั้งในปีนี้ตามที่เคยประกาศไปเมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นผลมาจากการประเมินภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกล่าสุด และรวมถึงผลจากแรงกดดันของการทิ้งไพ่ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ได้จัดเต็มด้วยมาตรการลดดอกเบี้ยและการขยายมาตรการคิวอีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ตามมาด้วยการทิ้งไพ่ของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่คงอัตราดอกเบี้ยติดลบไว้ตามเดิมแต่ก็ไม่วายจะขู่ว่าพร้อมจะจัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มเติมหากสถานการณ์ต่อจากนี้ไม่ดีขึ้นสำหรับญี่ปุ่น ข่าวการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐในครั้งนี้ ส่งผลทันทีให้ตลาดหุ้นทั่วยุโรปและเอเชียต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นกันถ้วนหน้า
ท่าทีการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกกันว่า MonetaryPolicy Divergence ระหว่างธนาคารกลางยุโรปกับธนาคารกลางสหรัฐนั้น แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงเรื่องของมายาคตินั่นเอง หรืออย่างน้อยก็คงไม่ใช่ในช่วงเวลาแบบนี้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636742)
คำถามที่ตามมาก็คือ เมื่อไพ่ในรอบนี้ถูกเปิดออกมาครบทุกมือแล้ว เราได้ทราบอะไรเพิ่มเติมจากเดิมหรือไม่ คำตอบก็คือว่า เราน่าจะทราบถึงท่าทีในการเล่นเกมแบบนี้ของแต่ละฝ่ายในรอบต่อๆ ไปหลังจากนี้ว่า ก็คงหนีไม่พ้น “การค่อยๆ เทหมดหน้าตัก” หากสถานการณ์จวนตัวมากขึ้น เพราะหวังจะขยายมาตรการทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว ถ้าหากว่า ที่ทำไปแล้วก่อนหน้านี้ไม่เป็นผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้
ไพ่มือสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐในรอบนี้จึงถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่าเป็นห่วงว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐคงไม่เพียงพอที่จะช่วยฉุดให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ง่ายนัก และขณะเดียวกันการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนที่มากเกินไปของประเทศอื่นๆ ก็จะสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้น เมื่อปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นนั้นถูกนำไปลงทุนในธุรกิจเก็งกำไรระยะสั้น เช่น ตลาดหุ้น หรือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีอุปทานส่วนเกินมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลาย ซึ่งก็จะกลายเป็นสาเหตุของปัญหาการไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปเหมือนที่เคยเกิดในสหรัฐเมื่อปี ค.ศ. 2001 และ 2008 ที่ผ่านมา
ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำเพราะอุปสงค์ที่อ่อนตัวเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเห็นได้จากราคาโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำทั่วโลกนี้ มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายที่ผ่านมา นอกจากจะมีข้อจำกัดในการช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้แล้ว การใช้มาตรการทางการเงินที่มากไปยังจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นหากว่าเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นนั้นกลับถูกผันไปยังภาคเศรษฐกิจที่ไม่ได้ก่อเกิดมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง
กุญแจของทางออกที่แท้จริง อาจจะอยู่ที่ “วิธีการเพิ่มอุปสงค์โลกต่อสินค้าโภคภัณฑ์และบริการที่จำเป็นต่อคุณภาพชีวิต” เราทราบดีว่า ทุกวันบนโลกใบนี้มีเด็กและคนยากจนจำนวนมากที่ต้องอดตายเพราะขาดอาหารและยาที่จำเป็น แสดงว่า โลกยังมี “ความต้องการ” สินค้าโภคภัณฑ์และบริการที่จำเป็นอีกมาก แต่ความต้องการเหล่านี้ ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็น “อุปสงค์” ได้เพราะขาดกำลังซื้อ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลทั้งหลายโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจและองค์กรต่างๆ เช่น ธนาคารโลก และอื่นๆ ที่จะต้องหาทางใช้นโยบายทางการคลังที่จะช่วยอุดช่องว่างระหว่างความต้องการกับอุปสงค์นี้เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดปัญหาความเหลื่อมล้ำไปในตัว นอกจากนี้ รัฐต้องเป็นฝ่ายลงทุนในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมมากขึ้น เช่น ด้านการบริการสาธารณสุข การศึกษาและค้นคว้าวิจัย การคุ้มครองเด็กปฐมวัย และอื่นๆ เป็นต้น ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาอย่างจริงจังในแนวทางนี้จะไม่สามารถกลายเป็นรูปธรรมได้ หากว่าคนที่มีมากแล้ว ไม่ รู้จักพอ และไม่รู้จักการให้ที่มากขึ้นทั้งในรูปของการเสียภาษีที่มากกว่า หรือ การลงทุนทางด้าน social enterprise ที่ไม่ได้เน้นกำไรที่เป็นตัวเงิน เป็นต้น






