วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สิทธิผู้บริโภคในการฟ้อง คดีแข่งขันทางการค้า

พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 (“พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า”) เป็นกฎหมายที่กำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบ

ธุรกิจร่วมกันกำหนดราคา ร่วมกันแบ่งตลาด ร่วมกันฮั้วประมูล และใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ ในระบบเศรษฐกิจแบบเสรี กฎหมายแข่งขันทางการค้าจึงถือเป็นธรรมนูญทางเศรษฐกิจที่กำหนดพฤติกรรมการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจ

การบริหารการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอาจจำแนกได้เป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ (Public enforcement) และการบังคับใช้กฎหมายโดยเอกชน (Private Enforcement) การบังคับใช้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าโดยรัฐ ได้แก่ อำนาจหน้าที่ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ให้แก่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (“คณะกรรมการฯ”) ส่วนการบังคับใช้กฎหมายโดยเอกชนมีการบัญญัติรับรองสิทธิไว้ในมาตรา 40 พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า

ตลอด 17 ปีของการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไม่ปรากฏว่ามีคำตัดสินหรือการชี้ขาดใดๆ ของคณะกรรมการฯ ที่เป็นการวางหลักการในทางกฎหมายที่สำคัญหรือมีคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองเพื่อวินิจฉัยแต่อย่างใด จากความไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพจึงนำไปสู่การเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ให้แก้ไขเพิ่มเติมทั้งอำนาจ หน้าที่และองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ให้มีความเป็นอิสระมากขึ้น รวมถึงการกำหนดให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้เองโดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า

หากแต่ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี หรือสมาคมหรือมูลนิธิที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งหากเป็นไปตามข่าวที่ปรากฏ การไม่รับรองสิทธิของผู้เสียหายหรือผู้บริโภคในการฟ้องคดีแข่งขันทางการค้าโดยตรงเอาไว้ใน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า นับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดประการหนึ่งในการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้า

การบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าโดยเอกชน คือ การที่ระบบกฎหมายมีเครื่องมือและสถาบันทางกฎหมายที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนที่ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติฝ่าฝืนกฎหมายแข่งขันทางการค้าสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อเยียวยาความเสียหายได้ ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายโดยเอกชน ประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาจึงได้แก่ สิทธิในการฟ้องคดี การเข้าเป็นคู่ความหรือการเป็นผู้เสียหาย ค่าเสียหาย ค่าทนายความ อายุความหรือระยะเวลาการฟ้องคดี การดำเนินคดีแบบกลุ่ม การอนุญาโตตุลาการ รวมถึงกระบวนการได้มาซึ่งพยานหลักฐานที่ส่งเสริมการใช้สิทธิทางศาลด้วย

พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า มาตรา 40 กำหนดให้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายอันเนื่องจากการฝ่าฝืนมาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 28 หรือมาตรา 29 มีอำนาจฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำการฝ่าฝืนนั้นได้ และในการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายดังกล่าว ยังเปิดโอกาสให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือสมาคมตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค มีอำนาจฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายแทนผู้บริโภคหรือสมาชิกของสมาคมได้อีกด้วย

จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เป็นการบัญญัติรับรองสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการฝ่าฝืนกฎหมายแข่งขันทางการค้า แต่ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏว่ามีการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้มีการตีความแต่อย่างใดว่าคำว่า “บุคคลซึ่งได้รับความเสียหาย” นั้น จะตีความอย่างไร จะรวมถึงผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นจากการร่วมกันกำหนดราคาของผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่ แม้ว่าบุคคลดังกล่าวจะมิได้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือบริการนั้นก็ตาม (Indirect purchaser) ซึ่งในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปก็ให้สิทธิกับ Indirect purchaser ในการฟ้องคดีได้ด้วย

ในด้านผู้เสียหาย การบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าโดยเอกชนจึงเป็นการคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหายที่เป็น “เหยื่อของการฮั้วราคา” โดยตรง ในขณะเดียวกันหากพิจารณาในภาพรวมของการบริหารการบังคับใช้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าโดยเอกชนคือการที่รัฐให้เครื่องมือบางประการแก่เอกชนเพื่อช่วยในการกำกับดูแลการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจให้อยู่ภายใต้กรอบกติกาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรทำให้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง

ด้วยเหตุนี้ การบังคับใช้กฎหมายโดยเอกชนจึงเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่ได้ชื่อว่าเป็น Litigation State เนื่องจากทนายความมีบทบาทสำคัญมากในการทำหน้าที่ในลักษณะ Private Attorney General กล่าวคือ เป็นระบบกฎหมายที่ต้องการส่งเสริมให้เอกชนทำหน้าที่คล้ายกับอัยการของรัฐ โดยมีเครื่องมือการฟ้องร้องคดีในศาลเป็นกระบวนการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจ ในขณะที่สหภาพยุโรปได้นำเสนอข้อเสนอทางนโยบายเพื่อให้มีการนำรูปแบบการบังคับใช้กฎหมายโดยเอกชนมาใช้ครั้งแรกในปี 2008 และได้ตราเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปในปี 2014 เพื่อให้ประเทศสมาชิกอนุมัติการกฎหมายภายในของแต่ละประเทศให้สอดคล้องกับกฎหมายของสหภาพยุโรปต่อไป

นอกจากนี้ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2558 ที่ได้เพิ่มบทบัญญัติของหมวด 4 ว่าด้วยการดำเนินคดีแบบกลุ่ม หรือ Class Action ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (“ป.วิ.แพ่ง”) ยังได้กำหนดให้ในคดีเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าสามารถร้องขอดําเนินคดีแบบกลุ่มได้อีกด้วย โดยการดําเนินคดีแบบกลุ่ม (Class action) หมายความว่า การดําเนินคดีที่ศาลอนุญาตให้โจทก์เสนอคําฟ้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคําพิพากษาแสดงสิทธิของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม และคําพิพากษาของศาลมีผลผูกพันคู่ความและสมาชิกกลุ่ม

จากที่กล่าวมาเบื้องต้น จะเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายโดยเอกชน โดยเฉพาะการดำเนินคดีแบบกลุ่มในคดีการแข่งขันทางการค้าโดยผู้บริโภคโดยตรงและโดยอ้อม (Indirect purchaser) เป็นเครื่องมือที่สำคัญมากในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม ดังนั้น โดยหลักการ ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งหากนโยบายทางกฎหมายจะตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีด้วยตนเองออกไป

 --------------------------

ศุภวัชร์ มาลานนท์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์