วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนสองวัย กับธุรกิจใหม่ยุคดิจิตอล

ความเป็นมืออาชีพ ไม่มีเกษียณ หากแต่ถ้าเรารู้ว่าจะใช้มันให้ถูกที่ถูกทาง

ถ้าจะมีบริการอะไรซักอย่างที่มีความโดดเด่นและมีพลังอย่างมากในทางธุรกิจ คงต้องยกให้บริการที่สามารถเชื่อมต่อทุกความต้องการเข้ากับผู้ให้บริการที่หลากหลาย โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้อยู่ที่ไหนในโลก แต่สามารถจะเจอกันได้ในเวลาอันสั้น ในขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารพูดคุย ตกลง เจรจา หาบทสรุปสุดท้ายร่วมกัน จนเกิดเป็นธุรกรรมทางธุรกิจ ฝ่ายลูกค้าก็ได้ในสิ่งที่ตนเองเสาะแสวงหา ในขณะที่ฝ่ายผู้ผลิต(สินค้า/บริการ)ก็สามารถรับรู้รายได้ในทันที ผ่านตัวกลางที่มีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือ

 

ธุรกิจตัวกลางในโลกยุคดิจิตอล ถือว่าเป็นรูปแบบธุรกิจที่เฟื่องฟูและมีพลังอย่างที่สุด แบบที่เรียกว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกเรา” ตัวกลางนี้มีตั้งแต่ทำตัวเป็นตลาดกลางทางออนไลน์ จัดพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในการซื้อขายไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้า แล้วให้เจ้าของสินค้ามาจัดแสดง ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องทางให้ผู้ซื้อมาเลือกหา และสามารถชำระเงินได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ อันแสนสะดวก แต่ที่อยากจะเน้นเป็นพิเศษคือธุรกิจเทคโนโลยี หรือที่คุ้นเคยกันว่า Tech Start-up ธุรกิจเหล่านี้ไม่ใช่มีเพียงสินค้าและบริการที่ดีเท่านั้น หากแต่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ช่องทางดิจิตอลสร้างธุรกิจของตัวเองในทุกวิธีการ แม้แต่การระดมทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งการประกอบกิจการก็ตาม

 

ปลายปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง Intern(Best Comedy of the Year) จากฝีมือการกำกับของ Nancy Meyers เนื้อหาเกี่ยวกับ เบน วิทเทเกอร์ (นำแสดงโดย Robert DE NIRO) พ่อหม้ายวัย 70 ที่ค้นพบว่าชีวิตหลังเกษียณไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนา และเพื่อเป็นการพาตัวเองกลับสู่โลกแห่งการทำงานอีกครั้ง เขาตัดสินใจสมัครเป็นเด็กฝึกงานในบริษัทเว็บไซต์แฟชั่น ซึ่งก่อตั้งและบริหารโดย จูลส์ ออสติน (นำแสดงโดย Anne HATHAWAY) CEO สาวสวยมากความสามารถ หากแต่ยังขาดประสบการณ์การบริหารงาน ช่วยทำให้ได้แง่คิดดีๆบางอย่าง

 

นั่นเพราะทุกปีจะมีคนทำงานรุ่นใหญ่ต้องเข้าสู่วัยเกษียณจากงานประจำตามอายุงานที่กำหนดไว้ และก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่เกษียณตัวเองจากงานประจำก่อนกำหนด เพื่อมาทำอาชีพใหม่ที่ตนเองไฝ่ฝัน นั่นแสดงให้เห็นว่างานที่ทำมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองไฝ่ฝันและอยากทำกระนั้นหรือ

 

ปรากฏการณ์เช่นที่ว่า จึงเหมือนกับจะชัดเจนขึ้นมาเมื่อเราหันไปดูเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่มีจำนวนไม่น้อยอยากจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยไม่ต้องเป็นลูกจ้างให้ใครมาสั่งงาน หากแต่ต้องการทำในสิ่งที่ตนเองฝันและอยากทำ มากกว่าจะเสียเวลาไปกับการที่จะต้องทำตามคนอื่นสั่ง หรืออยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ที่คนอื่นเป็นคนกำหนดไว้ แต่กระนั้นก็มีคำถามขึ้นมาเสมอว่า “แล้วเด็กรุ่นใหม่วัยใสเหล่านี้ จะบริหารกิจการ หรือทำอาชีพที่ตนเองสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ไกลแค่ไหน จะไปรอดหรือไม่”

 

ผมได้มีโอกาสได้เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการให้กับผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องสืบทอดกิจการจากรุ่นพ่อในหลายองค์กร สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาขององค์กรลักษณะนี้คือ มีคนสองรุ่นในองค์กรเดียวกัน นั่นคือพนักงานกลุ่มหนึ่งซึ่งทำงานมาตั้งแต่ยุคพ่อต่อมาถึงยุคลูก พนักงานสูงวัยกลุ่มนี้มีการศึกษาไม่สูงนัก แต่ล้มลุกคลุกคลาน บุกเบิกงานมาพร้อมกับเจ้าของกิจการรุ่นพ่อ กับพนักงานรุ่นใหม่วัยใส มีการศึกษาสูง ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน แต่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย

 

ความแตกต่างในอายุ วิถีการทำงาน และประสบการณ์ที่ต่างช่วงเวลากันนั้น ทำให้การทำงานไม่ราบรื่นนัก ทั้งนี้ส่วนใหญ่ที่เจอเป็นเพราะทัศนคติเป็นส่วนใหญ่ ต่างเชื่อมั่นในความคิดและความรู้ของตนเอง แต่เมื่อปรับทัศนคติให้เปิดกว้าง พร้อมรับฟังซึ่งกันและกันได้ ก็สามารถไปได้ด้วยดี

 

ในขณะที่ปัจจุบันมีความท้าทายอีกแบบ ซึ่งเกิดกับองค์กรรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยมือใหม่ทั้งนั้น แน่นอนความที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และดูเหมือนจะยากกว่าผู้ประกอบการรุ่นเก่าเมื่อครั้งเริ่มธุรกิจใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสมัยนั้นธุรกิจค่อยเป็นค่อยไป ก่อร่างสร้างธุรกิจโดยมีเวลาหายใจพอสมควร หากแต่ปัจจุบันถ้าก่อร้างสร้างธุรกิจไม่ทันในเวลาอันสั้น ก็คงต้องมีอันต้องล้มเลิกไปอย่างรวดเร็ว นั่นเพราะนี่คือธุรกิจในยุคอินเทอร์เน็ต ที่เกิดง่ายตายเร็ว

 

ความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่น Baby boomer กับคนรุ่นใหม่ New Gen เรื่องนี้ได้พาเราเข้าไปสำรวจความสัมพันธ์ของคนสองวัยในบริษัทเกิดใหม่ ที่มีวิธีคิดและวิธีทำงานแตกต่างกัน ไปจนถึงมิตรภาพระหว่างตัวละครทั้งสองที่แวดล้อมไว้ด้วยปัญหาสารพัน อดีตผู้บริหารวัยเกษียณจากบริษัทสมุดโทรศัพท์ (ที่ไม่มีแล้วในยุคปัจจุบัน) ต้องมาตกใจกับวัฒนธรรมใหม่ในโลกซึ่งแทบไร้กระดาษที่บริษัทแห่งใหม่นี้ ตั้งแต่การแต่งตัวแบบง่ายๆไม่มีเครื่องแบบ การสื่อสารและค้นหาสิ่งต่างๆผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และการสื่ออารมณ์ของแต่ละคนผ่านอิโมติคอน แทนที่จะพูดจากันแบบเห็นหน้าและสัมผัสความรู้สึกได้โดยตรง การรักษาสมดุลระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน เพื่อไม่ให้เราจมอยู่กับสังคมก้มหน้าติดจออย่างเดียว

 

ในเรื่องได้แสดงให้เห็นว่าความเป็นมืออาชีพที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เสมือนคลังความรู้และภูมิปัญญาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต ถ่ายทอดสู่คนทำงานรุ่นใหม่ซึ่งมีทัศนคติและมุมมองต่ออาชีพแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งถือว่าเป็นการปะทะกันทางวัฒนธรรม ซึ่งคนทำงานและองค์กรยุคนี้น่าที่จะศึกษาและได้ข้อคิดบ้าง ในขณะเดียวกันก็ได้ความบันเทิงแบบที่ชมไปอมยิ้มไป จนเชื่อได้ว่า ไม่มีช่องว่างระหว่างวัยที่จะเป็นอุปสรรคกับการทำงาน ทุกสิ่งเป็นไปได้ด้วยดี ถ้าเราสามารถจัดการความสัมพันธ์ของคนในองค์กรได้ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

 

ข้อคิดสำหรับตัวผมเองคือ ความเป็นมืออาชีพ ไม่มีเกษียณ หากแต่ถ้าเรารู้ว่าจะใช้มันให้ถูกที่ถูกทาง และยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เราไม่ทำตัวเป็นคนหัวโบราณ ไม่ปิดกั้นตัวเองอยู่กับสภาพแวดล้อมเก่าๆ แต่พร้อมที่จะเรียนรู้ไปกับคนรุ่นใหม่ เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นคิด แล้วดูว่าพวกเขายังมีจุดอ่อนตรงไหน และมองข้ามอะไรไป ในขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ก็ไม่ควรปฏิเสธ ความสามารถในการบริหารงาน การจัดการปัญหาและเรื่องยุ่งยากของคนรุ่นเก่า เมื่อต่างฝ่ายเสริมเติมซึ่งกันและกัน ธุรกิจก็ติดปีกบินได้อย่างมั่นคง