PPP เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง

PPP เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจที่แท้จริง

from Papers to Patents and then Products ถ้าทำไม่ได้ ก็คงต้องบริโภคสินค้าต่างชาติอยู่ร่ำไป


“The only source of profit the only reason to invest in companies in the future is their ability to innovate and their ability to differentiate” กล่าวโดย Jeffrey Imwelt, GE

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับคำกล่าวภาษาอังกฤษข้างต้น ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าถ้าเราไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้จากงานวิจัยและพัฒนา และต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด สร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ ก็ไม่มีทางที่เศรษฐกิจของชาติจะสูงขึ้นได้ และเมื่อเศรษฐกิจในชาติตกต่ำ ปัญหาทางสังคม(ทางใจ)และสุขภาพ(ทางกาย)ของคนในชาตินั้นก็จะกลายเป็นปัญหาที่ซ้อนทับถมให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก

สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ตั้งแต่อดีตที่เป็นเกษตรกรรม ขยับมาสู่อุตสาหกรรมที่ทดแทนการนำเข้า จนกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายตัว และสร้างมูลค่าการส่งออกไม่น้อย แต่กระนั้นก็เป็นสินค้าที่มาจากการผสมผสานระหว่างทุนและแรงงาน

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเราต้องก้าวข้ามการผลิตเชิงอุตสาหกรรมอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ทดแทนการนำเข้าสินค้าทั้งชิ้นจากต่างประเทศ หากแต่ต้องเป็นการทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยี ที่เราต้องจ่ายไปเป็นค่าทรัพย์สินทางปัญญา และหวังว่าในอนาคตเราจะเก่งพอที่จะส่งออกเทคโนโลยีที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของนักคิด นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์ของไทย ได้เหมือนกับที่เราส่งออกสินค้าบางชนิดในปัจจุบัน

เหตุผลว่า ทำไม (Why) เราต้องไปให้ไกลถึงสิ่งที่เรียกว่า “นวัตกรรม” ซึ่งนำเสนอไว้โดย Professor Dr. K C CHAN ทีปรึกษาด้านธุรกิจระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นผ่านคำคุณศัพท์ 5 ตัวคือ vital imperative essential important และ crucial ซึ่งทั้ง 5 คำมีความหมายที่ทั้งเหมือนและแตกต่าง คือ

1. Why innovation is vital to a country’s economy? เพราะนวัตกรรมสามารถทำให้ประเทศมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และบรรลุความเป็นประเทศชั้นนำระดับโลกได้อย่างยั่งยืน โดยสามารถทำให้ประเทศไทยรุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่มีรายได้สูง

2. Why innovation is imperative to an industry’s growth? ความสามารถของประชาชนและคนในชาติเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมต่างๆรอดพ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน และดำรงอยู่ได้แม้ในยามที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำก็ตาม

3. Why innovation is essential to the survival to a company? เพราะนวัตกรรมจะทำให้บริษัทแข่งขันได้ในเวทีสากล และไม่ต้องกังวลกับเกมการแข่งขัน แม้ว่าจะไม่มีกำแพงภาษีหรือมีเงื่อนไขกีดกันได้

4. Why innovation is important to every government? เพราะนวัตกรรมช่วยดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ และทำให้เกิดอาชีพและความต้องการคนทำงานใหม่ โดยเฉพาะในระดับที่ใช้ทักษะชั้นสูง

5. Why innovation is crucial to global institutions? เพราะนวัตกรรมจะทำให้สถาบันการศึกษาและหน่วยวิจัยได้แสดงบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคม มากกว่าด้านการศึกษาและการวิจัยพื้นฐานเท่านั้น และนั่นจะทำให้เกิดการยอมรับจากทั่วโลกมากขึ้น

จึงอาจสรุปได้ว่าปัจจัยสู่ความสำเร็จที่สำคัญของนวัตกรรม อยู่ที่ขั้นตอนการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ การที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยหรือจากหน่วยวิจัยใดๆในประเทศไทยไปไม่ถึงฝันเพราะ มักจบลงแค่ Lab Scale หรือ Pilot Scale เท่านั้น ไม่สามารถ Up Scale ไปสู่การผลิตจริงได้ อีกทั้งโจทย์ของวิจัยไม่สอดรับกับความต้องการของตลาด หรือแนวโน้มความต้องการของโลกในอนาคต

ดังนั้นจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 ที่กำหนด 10 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย (New Engine of Growth) ได้แก่

ยกระดับ 5 อุตสาหกรรมเดิมที่่มีศักยภาพคือ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next – Generation Automotive) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food for the Future)

และเพิ่มเติม 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่มีอนาคต อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) อุตสาหกรรมดิจิตอล (Digital) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)

ซึ่งถือเป็นเป้าหมายของประเทศ เมือผสมผสานเข้ากับ 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองของภาคธุรกิจ
นำเสนอโดย สวทช ในงาน NSTDA Investors' Day เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 ได้แก่ (1) IoT (Internet of Things) ทุกสิ่งเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ต (2) Deep Learning and AI ปัญญาประดิษฐ์ (3) Industry 4.0 อุตสาหกรรมยุคดิจิตัล (4) Super Battery แบตเตอรี่ความสามารถสูง (5) Brain Organoid (STEM Cell) อวัยวะเทียม (6) Artificial Photosynthesis การสังเคราะห์ทางเคมีด้วยเทคโนโลยีชาญฉลาด (7) Microbiome จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และการดำรงชีวิต (8) Nanoparticle-based Diagnostic วินิจฉัยรักษาด้วยอนุภาคนาโน (9) 4D printing ชิ้นงานจากเครื่องขึ้นรูป 3D ที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ในการใช้งาน และ (10) Smart Textile เส้นใยที่มีคุณสมบัติพิเศษ ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติตามความต้องการใช้งาน

โดยเชื่อมโยงความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างต้นน้ำของการวิจัยที่มุ่งผลลัพธ์และดัชนีชี้วัดเป็น การตีพิมพ์ผลงานวิจัย (Papers) ไปสู่การพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีพร้อมใช้ ที่กำหนดเป็นดัชนีชี้วัดด้วย สิทธิบัตร (Patents) และต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ไม่ว่าจะเป็นในรูปสินค้าหรือบริการ (Products) ให้ได้

ดังนั้นกลไกความร่วมมือใหม่ ที่เรียกว่า PPP นั้นจึงไม่ใช่หมายถึง Public Private Partnership เหมือนทีผ่านมา แต่หมายถึง from Papers to Patents and then Products เพราะถ้าทำไม่ได้ ก็คงต้องบริโภคสินค้าต่างชาติอยู่ร่ำไป