วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Fourth Industrial Revolution (2): Fintech

ในช่วงที่ผ่านมา คำที่ได้รับการกล่าวขานถึงมาก และเป็นคำถามที่ผู้เขียนถูกถามบ่อยๆ คือคำว่า Fintech คืออะไร

มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร รวมไปถึงคำถามที่ว่า Fintech จะมาแรงจนกระทั่งล้มระบบสถาบันการเงินโลกแบบดั้งเดิมได้หรือไม่ ในบทความที่สองของซีรีส์นี้ ผู้เขียนจึงขอกล่าวถึงประเด็น Fintech ดังนี้

Fintech หรือ Financial Technology คือรูปแบบธุรกิจเกิดใหม่ (Startup) ที่เสนอบริการทางการเงินไม่ต่างจากสถาบันการเงินใหญ่ๆ เช่น การจัดหาสินเชื่อ การโอนเงินและปริวรรตเงินตรา รวมถึงแนะนำการลงทุน แต่เสนอในช่องทางเทคโนโลยีแบบใหม่ นั่นคือผ่านรูปแบบอินเทอร์เน็ต และหลายรายจะให้บริการผ่านเครื่องมือพกพา (Mobile Device)

ธุรกิจแบบ Fintech เริ่มมาตั้งแต่ก่อนวิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2551 และเกิดในหลายภูมิภาคทั่วโลก แต่เป็นที่นิยมมากในช่วงหลังวิกฤติการเงินโลกจนทำให้ทางการต้องตั้งกฎเกณฑ์ดูแลสถาบันการเงินต่างๆ อย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันกับที่กระแส Digitalization เป็นที่นิยม ทำให้ธุรกิจที่เสนอการให้บริการทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมมาก โดยมีเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจนี้ทั่วโลกถึงกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2557 เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปีก่อนหน้า และกว่า 6 เท่าจากปี 2553

หากให้แบ่งรูปแบบการทำธุรกิจของ Fintech แล้ว บทความนี้ขอแบ่งเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน ตามลักษณะธุรกิจของสถาบันการเงิน คือ

หนึ่ง รูปแบบธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Service) ของสถาบันการเงิน คือเป็นสื่อกลางในการระดมเงินฝากและปล่อยสินเชื่อ ซึ่งธุรกิจ Fintech สามารถให้บริการได้ตรงจุดกว่าสถาบันการเงินทั่วไป เพราะสามารถจับคู่ (Matching) ความต้องการเงินทุน (หรือต้องการกู้เงิน) เข้ากับผู้ที่ต้องการลงทุน (หรือฝากเงิน) ได้ โดยหากลูกค้าเป็นธุรกิจรายย่อยหรือรายบุคคล สามารถทำได้ผ่านรูปแบบ Peer-to-peer (P2P)

ตัวอย่างของผู้เล่น P2P รายใหญ่ระดับโลก 5 ราย ได้แก่ Lending Club, Prosper และ SoFi (Social Finance Inc.) ของสหรัฐ และ Zopa และ RateSetter ของอังกฤษ ซึ่งทั้ง 5 รายนี้มีรายได้รวมกันไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

แต่หากผู้ต้องการเงินทุนเป็นธุรกิจเกิดใหม่ (Startup) และต้องการเงินทุนจัดตั้ง สามารถระดมทุนแก่สาธารณชน (Crowdfunding) ผ่านเวปไซต์ที่เป็นสื่อกลาง โดยผู้มีความคิดริเริ่มทำธุรกิจจะนำเสนอแนวคิดนี้ในเวปไซต์ดังกล่าว หากผู้เข้าชมเห็นว่าเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ (commercially viable) ก็จะลงทุนในธุรกิจดังกล่าว ทั้งนี้ ในปี 2556 ธุรกิจ Crowdfunding สามารถระดมทุนรวมได้ทั้งสิ้น 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ของ Crowdfunding ระดับโลกคือ Kickstarter, Funding Circle, Kabbage ขณะที่ในไทยเริ่มมีธุรกิจนี้เกิดขึ้นแล้ว เช่น Asiola, MeeFund

สอง ธุรกิจที่ให้บริการทางการเงิน แลกกับค่าธรรมเนียมเป็นหลัก (Fee-based Service) เช่น ธุรกรรมปริวรรตเงินตรา (แลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ) ธุรกรรมการโอนเงิน การชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้แก่ธุรกิจค่าธรรมเนียมนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือเกี่ยวกับธุรกิจโอนเงินและจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Payment) รวมถึงธุรกิจบัตรเครดิตต่างๆ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ ทำรายได้ถึงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และนำโดยสองผู้เล่นยักษ์ใหญ่อันได้แก่ Visa และ MasterCard

แต่ผู้เล่นเหล่านี้กำลังถูกผู้เล่นรายใหม่ เช่น Apple Pay, Samsung Pay, Venmo, Square, Stripe และ Paypal ตีตลาด โดยลดบทบาทของบัตรเครดิตลง และใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องรูดบัตร และกระเป๋าสตางค์ออนไลน์ (Online Wallet) ในการโอนเงินแทน ทำให้สะดวกรวดเร็วและเสียค่าบริการน้อยกว่ามาก ทำให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น ยอดการโอนเงินรายไตรมาสของ Venmo ในสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่า 22 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ในไทยมีผู้เล่น Fintech ในกลุ่มนี้มากที่สุด เช่น TrueMoney, mPay Rabbit, Omise และ Paysbuy

กลุ่มที่สองได้แก่ธุรกิจปริวรรตเงินตรา ซึ่งรูปแบบหลักของธุรกิจ Fintech เหล่านี้คือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศรวมถึงให้บริการโอนเงินข้ามแดนด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าธนาคารและ/หรือผู้บริการรายอื่นๆ เช่น Western Union อย่างมาก เนื่องจากใช้หลักการเดียวกับ P2P คือจับคู่ลูกค้าทั้งสองด้านในสองสกุลเงินและใช้อัตราแลกเปลี่ยนกลางแทนที่จะมีสองอัตราดังเช่นที่ธนาคารทำ โดยผู้เล่นรายใหญ่ของธุรกิจนี้เช่น TransferWise และ Xoom

และสาม ธุรกิจที่เป็นผู้แนะนำ (Advisory Service) เช่น การให้คำแนะนำในการลงทุน การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) การให้ความรู้ทางการเงิน ซึ่งรวมถึงงานวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมสูงทั้งในระดับโลกและของไทยเอง โดยอาจแบ่งง่ายๆ เป็น 3 กลุ่ม คือ หนึ่ง เรื่องการเป็นผู้บริหารการลงทุนให้ลูกค้า โดยผู้ให้บริการจะใช้คอมพิวเตอร์คำนวณหารูปแบบการลงทุนให้ลูกค้าโดยมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่ารูปแบบปกติมาก สอง การให้คำแนะนำในการบริหารการเงิน เช่น ภาษี การประกันภัย รวมถึงบริหารจัดการการเงินในชีวิตประจำวัน และ สาม การให้บริการด้านการวิจัยต่างๆ โดยมีตัวอย่างผู้เล่นทั้งระดับโลกเช่น Wealthfront, Betterment, CoverHound ส่วนของไทย เช่น StockRadars, Jitta, GoBear และ Finnomena

จุดเด่นของธุรกิจ Fintech เหล่านี้โดยรวมคือทำให้ธุรกิจการเงินมีประสิทธิภาพขึ้นเมื่อเทียบสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เนื่องจากลดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและกู้ (เนื่องจากเป็นการจับคู่ระหว่างผู้ต้องการเงินทุนและผู้ต้องการลงทุน) ลดค่าธรรมเนียม รวมถึงสามารถใช้บริการได้ 24 ชั่วโมง นอกจากนั้น ยังสามารถใช้รูปแบบใหม่ๆ ในการวิเคราะห์ความเสี่ยง (เช่น ใช้ Big Data)

เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้เพิ่งเริ่มต้น ไม่เคยผ่านวิกฤติการเงินขนาดใหญ่มาก่อน รวมถึงผู้คุมกฎยังไม่มีแนวคิดในการตรวจสอบอย่างจริงจัง ทำให้มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามามาก ซึ่งผู้เขียนมองว่า กว่าครึ่งของผู้เล่นในปัจจุบันอาจสูญหายไปภายใน 5 ปีข้างหน้า แต่ผู้เล่นที่เหลืออยู่จะมีความแข็งแกร่งขึ้น และจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของสถาบันการเงินในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินรายใหญ่ทั้งระดับโลกและไทย เริ่มเห็นความสำคัญในคู่แข่งรายใหม่และเริ่มหันลงมาเล่น และ/หรือ เป็นผู้สนับสนุนเงินทุนหลักมากขึ้นแล้ว

ตัวละครใหม่ถือกำเนิดในโลกการเงินแล้ว ผู้เล่นเดิม ผู้บริโภค และผู้กำหนดนโยบายเตรียมพร้อมรับมือแล้วหรือยัง