วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าฝากความหวังไว้ที่ใคร

เวทีการประชุมของรัฐมนตรีคลัง กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

และกำลังพัฒนา 20 ประเทศ หรือจี 20 ซึ่งเปิดฉากขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้วันนี้ เป็นเวทีที่หลายฝ่ายฝากความหวังไว้ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาในโลก จนมีการนำไปเปรียบเทียบกับการเหตุการณ์เมื่อปี 2528 ที่มีการทำข้อตกลง “พลาซาแอคคอร์ด” ระหว่างฝรั่งเศส เยอรมันตะวันตก ญี่ปุ่น สหรัฐ และอังกฤษ เพื่อดึงเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับเงินเยนของญี่ปุ่นและเงินดอยช์มาร์คของเยอรมนี ด้วยการเข้าแทรกแซงในตลาดเงิน

การทำข้อตกลงเมื่อ 30 ปีที่แล้วระหว่างรัฐบาลของ 5 ประเทศ กับการพยายามประสานผลประโยชน์ ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศตลาดเกิดใหม่ 20 ประเทศ เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เข้มข้นและมีการประสานกันจากการประชุมนัดนี้นั้น มีความยากกว่ากันมาก เนื่องจากความหลากหลายของเศรษฐกิจทั้ง 20 ประเทศ อีกทั้งยังมีบางฝ่ายมองว่าโลกไม่ได้กำลังเผชิญวิกฤตการณ์ ดังนั้นที่ประชุมจี 20 จึงไม่น่าจะจัดทำแนวทางรับมือแบบฉุกเฉินออกมา

กระนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาพเศรษฐกิจของหลายประเทศ อยู่ในภาวะซบเซา แม้แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ยังเตือนว่าเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางอย่างยิ่ง และอาจปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงจากปัจจุบันที่ 3.4% ซึ่งตัวเลขเป็นการปรับลดลงแล้วจาก 3.6% เมื่อเดือนมกราคม อีกทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศยังเรียกร้อง ให้จัดวางกลไกใหม่เพื่อปกป้องประเทศที่มีความเปราะบาง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศระบุว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กำลังอ่อนแอลงไปอีก ท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเงินที่มากขึ้นและราคาสินทรัพย์ที่ลดลง ดังนั้นจึงต้องอาศัยการรับมือด้านนโยบายที่เข้มแข็ง ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อควบคุมความเสี่ยง และผลักดันการเติบโต ในบรรดาคำแนะนำนั้นรวมถึงการเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เพิ่มมาตรการกระตุ้นทางการคลังและผลักดันการปฏิรูปเพื่อเพิ่มอุปสงค์

แม้บางฝ่ายมองว่าช่วงนี้ยังไม่น่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศต่างๆ จะดำเนินมาตรการร่วมกันเพื่อรับมือปัญหาต่างๆ กระนั้น การสร้างความเชื่อมั่นน่าจะเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น เวทีจี 20 จึงมีแนวโน้มจะแสดงท่าทีไปในทิศทางเดียวกันว่าความเสี่ยงต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมาก และพร้อมที่จะลงมือเคลื่อนไหว หากสภาพเศรษฐกิจเลวร้ายลงมากกว่านี้ ซึ่งในช่วงที่เวทีการประชุมกลุ่มใหญ่ยังไม่มีการออกมาตรการฉุกเฉินมานี้ ประเทศต่างๆ ก็ต้องหาแนวทางประคับประคองและกระตุ้นการเติบโตของแต่ละประเทศกันไป

อย่างกรณีของญี่ปุ่น ที่รัฐมนตรีคลังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ ของการจัดทำงบประมาณเสริมในปีงบประมาณเริ่มต้นเดือนเม.ย. ด้วยการระบุว่าอาจมีการกระตุ้นทางการคลังเพิ่มเติม เพื่อประคองเศรษฐกิจที่เสี่ยงตกสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากผู้บริโภคไม่ใช้จ่ายมากนัก อันเท่ากับเป็นการยอมรับว่านโยบายการเงินอาจมีการข้อจำกัดในการกระตุ้นการเติบโต เพราะลำพังการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือการเข้าซื้อพันธบัตรนั้น อาจไม่ช่วยดันราคาสินค้าให้เพิ่มขึ้นได้มากนัก

ขณะที่ไทยเองก็ต้องอาศัยการลงทุนและมาตรการด้านต่างๆ เป็นระยะ เพื่อประคับประคองการเติบโตให้ดำเนินต่อไปได้ จนกว่าประเทศที่เป็นเสาหลักของโลก อันได้แก่ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก จะเติบโตไปได้อย่างมั่นคง และทำให้ความเสี่ยงต่างๆ ลดน้อยลงไป