การเปิดประเด็นจนนำไปสู่การตรวจสอบ รถเบนซ์หรูของ “สมเด็จช่วง”
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ... จะเป็นเพราะกำลังจะมีการตั้ง “พระสังฆราช” องค์ที่ 20 หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป
000 สาระอยู่ที่ความ “ถูกต้อง” ของรถคันนี้ ตั้งแต่กระบวนการ “นำเข้า” ไปจนถึงการ“ครอบครอง” ที่มีการตั้งข้อสังเกตมากมาย อย่างเช่นรถคันนี้เข้ามาเป็นชิ้นส่วนจริงหรือไม่ หรือเพียงแค่“ถอดออก”บางชิ้นส่วนเพียงเพื่ออำพราง
000 แล้วผู้ที่“สั่ง”ให้มีการนำเข้า“ตัวจริง”เป็นใคร เพราะขณะนี้ทุกกระบวนการขั้นตอน ถูกระบุว่าเป็นเอกสาร“ปลอม”แทบทั้งสิ้น จะเว้นก็แต่การลงนาม 2 ครั้ง เพื่อรับโอนรถมาเป็น“ตัวเอง”...ของสมเด็จช่วง
000 คดีนี้สุดท้ายอย่างน้อยจะต้องมีข้อสรุปว่ารถคันนี้มีที่มาและนำมาเข้ามาอย่างไร มีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจในขั้นตอนไหนหรือไม่ ใครเป็นคนปลอมเอกสาร และที่สำคัญคนที่ครอบครองหรือมีชื่อเป็นเจ้าของมีส่วน “รู้เห็น”ด้วยหรือไม่อย่างไร
000 จากนั้นจึงค่อยมาพิจารณาถึงการตั้งพระสังฆราชในวันที่ทุกอย่าง “โปร่งใส” ก็ไม่สายเกินไป... ยิ่งถ้าได้ตัว“ญาติโยม” ที่บริจาคเงินออกมาแสดงตัว แสดงเจตนาซะให้ชัดว่าตั้งใจ “บริจาค” เงินเพื่อซื้อรถหรูโดยเฉพาะสังคมจะได้สบายใจ
000 ขณะเดียวกันก็ต้องย้อนถามเรื่องนี้กลับไปที่ พ.ต.ท.ไพศิษฐ์ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพราะรถคันนี้เป็นหนึ่งในรถหรูเลี่ยงภาษีกว่า 5 พันคัน ที่ดีเอสไอตั้งแท่นสอบก่อนหน้านี้ ที่ไม่รู้ว่ามีการดำเนินการไปถึงไหน โดยเฉพาะรถอีก 5 พันคัน ที่เกี่ยวพันคนมีชื่อเสียงหลายราย
000 รวมทั้งรถ“จากัวร์ แพนเธอร์” ปี1977 สีดำ ในความครอบครองของ“หลวงพี่น้ำฝน” พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ ที่พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ มีหนังสือขอให้นำรถมาตรวจสอบ แต่ยังมีการเล่นแง่ให้ไปตรวจที่วัด
000 เรื่องนี้“ดีเอสไอ”ต้องเร่งมือ..เพราะไม่เพียงแค่“ชำระ”คดีความเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วย“เรียกศรัทธา”กลับคืนมาให้วงการศาสนา ที่ทุกวันนี้มีทั้งข่าวพระโกงเงินสหกรณ์ พระดูหนังโป๊ มั่วสีกา เสพยา ดื่มเหล้า...ไม่เว้นแต่ละวัน
000 อีกเรื่องที่มีการ“ปลุกผี”นำเข้าที่ประชุมครม.เมื่อ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา...ด้วยการเสนอใช้งบประมาณ 633 ล้าน สร้าง“กระเช้า”ขึ้นภูกระดึง เรื่องนี้มีฝ่ายการเมืองหนุนให้เดินหน้าและฝ่ายเอ็นจีโอออกมาคัดค้านตามระเบียบ
000 กลุ่มไม่เห็นด้วยชี้ถึงความไม่“คุ้มค่า”ในการลงทุน เพราะภูกระดึงไม่ได้เปิดให้ขึ้นตลอดทั้งปี แต่มีการเว้นวรรค 4 เดือนในช่วงหน้าฝน รวมทั้งไม่ได้สร้างประโยชน์โพดผลให้กับเศรษฐกิจชุมชนหรือชาวบ้านในพื้นที่ แถมยังบรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
000 ในขณะที่ฝ่ายการเมืองอย่าง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่าการก่อสร้างไม่กระทบป่า โดยจะเสียต้นไม้ไปเพียงประมาณ 1 ไร่ และงบประมาณที่ใช้ก็คุ้มค่า ที่สำคัญยังเป็นเสียงเรียกร้องจากชาวบ้านในพื้นที่
000 ข้อทักท้วงก็ดูมีน้ำหนักน่าฟัง ขณะที่เหตุผลของรัฐบาลแม้จะไม่ถึงกับเป็นเหตุเป็นผล แต่หลายคนก็อาจรู้สึก “ไว้ใจ” มากกว่าหลายโครงการที่ถูกเสนอในรัฐบาลการเมือง... บนสมมุติฐานที่เชื่อกันว่ารัฐบาลทหาร“ไม่โกงกิน” !!??
..........................................
อัชชาวดี [email protected]








