วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทเรียนจากกีฬา

ดูเทนนิส “ออสเตรเลียนโอเพ่น” ผ่านไปไม่กี่วัน ก็ได้ชม “ซูเปอร์โบว์ล” ฟุตบอลอเมริกัน แมทช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด วันนี้เลยขอคุยเรื่องกีฬาสักหน่อย

ไม่ว่าการแข่งขันกีฬาประเภทใดก็ตาม ชัยชนะย่อมวัดกันด้วย “คะแนน” ที่ทำได้เหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วย “ฝีมือ” ที่ดีกว่าคู่แข่งเท่านั้น ยกเว้นในบางกรณีที่โชคอาจไม่เข้าข้าง แม้จะมีฝีมือเหนือกว่า แต่ก็พ่ายแพ้ได้ ถ้าหากวันนั้น “ดวงจู๋” จริงๆ 

นักกีฬาแต่ละประเภท มี “อาวุธ” ที่ใช้ในการทำคะแนน ที่แตกต่างกันไป นักฟุตบอล ใช้ “เท้า” เตะลูกฟุตบอล หรืออาจใช้ “ศีรษะ” โหม่ง หรือใช้ส่วนอื่นใดของร่างกายก็ได้ ที่ไม่ใช่มือหรือแขน เพื่อให้ลูกเข้าไปตุงตาข่ายฝ่ายตรงข้าม ส่วน นักวิ่ง ก็ใช้ “เท้า” เป็นอาวุธหลักในการทำคะแนนเช่นกัน “ฝีเท้า” ที่เร็วกว่า ย่อมนำไปสู่ชัยชนะ ซึ่งวัดกันด้วยเวลาเพียงเศษเสี้ยวของวินาทีเท่านั้น

ในขณะที่ นักมวย (สากล) ชนะได้ด้วยการใช้ “มือ” เป็นอาวุธหลัก นั่นคือใช้พลังกำปั้น อัดไปที่จุดสำคัญของร่างกายคู่ต่อสู้ จนกว่าคู่ต่อสู้จะอ่อนล้า จนชนะคะแนน หรือน็อคเอาท์ ทำนองเดียวกัน นักเทนนิส ก็ใช้ “มือและลำแขน” เช่นกัน เพื่อหวดลูกเทนนิสให้ไปตกในจุดที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถจะรับกลับคืนมาได้ ส่วน นักบาสเกตบอล ก็ต้องใช้ “มือ” ในการโยน หรือ ดั้งค์ ลูกบาสเกตบอล เพื่อให้เข้าห่วงของฝ่ายตรงข้าม ได้อย่างแม่นยำ

พูดง่ายๆ ว่า นักเทนนิส นักมวยสากล นักบาสเกตบอล นักแบดมินตัน ฯลฯ ต่างก็ใช้มือและแขน เป็นอาวุธหลักในการทำคะแนน ส่วนนักฟุตบอล หรือ นักวิ่ง ฯลฯ ใช้เท้า เป็นอาวุธหลักในการทำคะแนน แต่ที่ต้องมีเหมือนกันสำหรับนักกีฬาทุกประเภทก็คือ ต้องใช้ส่วนอื่นของร่างกายประกอบด้วย และต้องมีร่างกายที่ฟิต และจิตใจที่นิ่ง
ที่พูดมาทั้งหมดนี้ มันสอนอะไรให้แก่ชีวิตและสังคมของเรา ได้บ้าง......?

ผมไม่ใช่นักกีฬา เป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น แต่ที่ผมสังเกตก็คือ กีฬาทุกประเภท แม้จะเป็นกีฬาที่ต้องใช้ “มือและแขน” เป็นอาวุธหลักในการทำคะแนนก็ตาม แต่ “ความแข็งแกร่งของส่วนขา”​ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

นักมวย ไม่ว่าจะมี หมัดหนักแค่ไหน หรือมี หมัดแย็บเฉียบคมเพียงใด ถ้าหาก “ส่วนขา” ล้าลงเมื่อใด จังหวะการก้าวย่างเข้าหาคู่ต่อสู้ เพื่อส่งพลังหมัดเข้าทำคะแนน ก็ช้าลงทันที และที่สำคัญก็คือจังหวะฟุตเวิร์ค ในการถอยฉาก เพื่อหลบอาวุธอันตรายของคู่ต่อสู้ ก็ช้าลงไปด้วย กลายเป็นเป้านิ่งไปได้อย่างง่ายดาย และพ่ายแพ้ในที่สุด

ใครที่นั่งดู เทนนิสออสเตรเลียนโอเพ่น เมื่อเดือนที่ผ่านมา ก็คงได้เห็นนักเทนนิสบางคน เริ่มมีปัญหาที่ส่วนขา หลังจากนั้นก็กลายเป็นข้อจำกัด และเกมการแข่งขันพลิกไปในทันที เพราะพลังการเสิร์ฟลูกหายไป ไม่สามารถกระโดดลอยตัวได้เต็มที่ในการเสิร์ฟและส่งลูก การวิ่งเข้ารับลูกที่คู่ต่อสู้ส่งมา ก็ช้าลง โอกาสพ่ายแพ้ในเกมที่เหลืออยู่ เพิ่มขึ้น

ไม่เฉพาะนักเทนนิสเท่านั้น นักแบดมินตัน นักบาสเกตบอล และนักกีฬาประเภทอื่น ที่ใช้ “มือและแขน” เป็นอาวุธหลักในการทำคะแนน ก็ไม่ต่างกัน เพราะต้องวิ่งเข้ารับและส่งลูกตลอดเวลา ถ้าความแข็งแกร่ง “ส่วนล่าง” หายไป มือและแขนที่มีไว้เพื่อทำคะแนน ก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่

แม้กระทั่งนักกอล์ฟ ซึ่งใช้วงสวิงของลำแขนเป็นหลัก แต่เมื่อใดก็ตามที่ขาอ่อนแรงลง ยืนไม่มั่นคง ก็กระทบกับวงสวิง และมีผลต่อคะแนนเช่นกัน

นั่นคือข้อสังเกต ที่ทำให้ผมสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใดก็ตาม พลังของ “ส่วนล่าง” คือการมีกล้ามเนื้อขาที่ทรงพลังนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด หมัดจะหนักแค่ไหน เสิร์ฟเก่ง หรือตบเก่งแค่ไหน สวิงเยี่ยมเพียงใด ถ้าหาก “ท่อนล่าง” อ่อนแอลงเมื่อใด นั่นคือจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้

“บทเรียนจากกีฬา” นี้ ผมคิดว่าสามารถนำมาใช้กับชีวิตและสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัว หรือชีวิตการทำงานในธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการก็ตาม เพราะการมี “ส่วนล่าง” หรือกล้ามเนื้อขาที่ทรงพลังนั้น ผมหมายถึงว่าเราต้องมี “ฐาน” ที่แน่น

คำว่า “ฐาน” ในความหมายของผม ถ้าเป็นชีวิตส่วนตัว ก็คือต้องสร้างสมความรอบรู้ทางปัญญา และทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับชีวิต ทั้งในทางโลกและทางธรรม เพื่อจะนำไปสู่ความสำเร็จในการประกอบวิชาชีพ และการใช้ชีวิตที่ดีงาม

ถ้าเป็นธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ และราชการ “ฐาน” ที่ผมพูดถึง ก็คือการสร้างบุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถ มีฝีมือ มีคุณธรรม ถ่ายทอดกันไปจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อทำให้เกิดระบบคุณธรรมที่สืบเนื่อง อันจะนำไปสู่ความเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร

ถ้าหากรับแต่พรรคพวกเพื่อนฝูงเข้ามาทำงาน แต่ความรู้และฝีมือไม่มี ระบบคุณธรรมไม่เกิด ในที่สุด “ฐาน” ก็คลอนแคลน องค์กรอ่อนปวกเปียก นำไปสู่ความล่มสลาย....ตัวอย่างมีให้เห็นถมไป ไม่อยากจะเอ่ยชื่อเท่านั้นแหละ!

ถ้าเลยไปถึงระบบสังคม “ฐาน” ที่ผมกล่าวถึง ก็คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งวันนี้เราต้องยอมรับกันว่า เป็นฐานที่ยังง่อนแง่นอยู่มาก ความยากจนยังเป็นปัญหา การศึกษายังไม่เพียงพอและดีพอ อาการป่วยของสังคมเพราะ “ฐานไม่แน่น” นี้ มีให้เห็นทั่วไป บางอาการเห็นแล้วเศร้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการกราบไหว้ต้นไม้ประหลาด สัตว์ประหลาด หรือปรากฏการณ์ลูกเทพ เลยเถิดไปจนถึงผู้นำบางคนในระดับต่างๆ ที่ยังมีความเชื่อในเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ บางคนอาจอยู่ในระดับที่งมงาย....เห็นแล้ว ปวดหัวใจจริงๆ

เมื่อฐานของประเทศยังเป็นเช่นนี้ ประเทศเราก็เลยยังวนเวียนอยู่เช่นนี้ องค์กรธุรกิจ ไม่น่าห่วงมากนัก เพราะเขาไม่ละเลยที่จะ “สร้างฐาน” ตลอดเวลา เนื่องจากพวกเขาอยู่ได้ด้วยการแข่งขัน แต่รัฐวิสาหกิจและราชการ เราต้องยอมรับว่าแม้จะพยายามทำกันอยู่ แต่ก็ยังจะต้องเร่งแก้ไขกันอีกมาก เพราะเราตกอยู่ในห้วงเวลาของการละเลยในการสร้างฐานให้แข็งแกร่ง มานานหลายทศวรรษแล้ว

เมื่อเห็น “ขนาดของปัญหา” ที่เกี่ยวกับ “ฐานของประเทศ” เราแล้ว ผมก็อยากจะถอนหายใจดังๆ เพราะนึกภาพไม่ออกเลยว่า เราจะใช้เวลาอีกนานเท่าใด กว่าจะทำให้ฐานตรงนี้แข็งแกร่งและยืนหยัดได้พอสมควร......

มิน่าล่ะ บางคนที่ต้องรับผิดชอบเต็มๆ กับความเป็นไปของประเทศ จึงประกาศบ่อยครั้งว่าปัญหามันมากเหลือเกิน และเหนื่อยยากมากเหลือเกินแล้ว อย่าค่อนขอดกันทุกวันเลย แต่แม้จะเหนื่อยเพียงใด ก็จะตั้งใจทำต่อไปจนกว่าจะหมดภารกิจ ส่วนปีหน้าคุณจะเลือกใครมาทำต่อ ก็เรื่องของคุณ เลือกให้ดีก็แล้วกัน....ประมาณนั้นแหละ 

คุณผู้อ่านห่วงเหมือนผมไหมล่ะครับว่า ถ้า “ฐาน” ของสังคมเรายังคงเป็นเช่นนี้ เมื่อเลือกแล้วมันจะออกมาดี....สักแค่ไหนกันเชียว?