ท่านผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมบางคนจึงมองไม่เห็นหรือมองไม่ออกว่าคนบางคนไม่ดี ในขณะที่คนอื่นมองเห็น
อย่างทะลุปรุโปร่ง นักจริยธรรมพฤติกรรม 3 คน Gina, Moore และ Bazerman ให้เหตุผลในเรื่องนี้ไว้ในงานวิจัยที่ชื่อว่า See No Evil: When We Overlook Other People’s Unethical Behavior ดังนี้
เหตุผลประการแรกคือ “ผลประโยชน์” โดยหากเรามีผลประโยชน์ร่วมบางอย่างกับคนนั้น เราก็จะมองไม่ออกว่าเขาเป็นคนไม่ดี เข้าทำนอง “ตาบอดเพราะผลประโยชน์” ตัวอย่างมีมากมายตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับองค์กรเช่น นักการเมืองคนหนึ่งแจกเงินชาวบ้านพอชาวบ้านได้รับเงิน ก็จะมองไม่เห็นว่านักการเมืองคนนี้ทำความเลวอะไรไว้บ้าง เพราะมัวแต่สนใจกับผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับ กรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของตัวเงินก็ได้ นักการเมืองที่เอางบประมาณแผ่นดินมาพัฒนาชุมชน พอคนในชุมชนได้ประโยชน์ก็อาจมองไม่เห็นด้านอื่นๆ ของนักการเมืองคนนี้
หรือจะเป็นกรณีของบริษัทจัดอันดับหุ้นกู้หรือผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับค่าจ้างจากบริษัทที่เป็นลูกค้า การได้รับผลตอบแทนในลักษณะนี้ ก็อาจทำให้ผู้ตรวจสอบบัญชีมองข้ามการตกแต่งตัวเลขทางบัญชีที่ซ่อนไว้ก็เป็นได้เนื่องจากตัวเองได้รับการว่าจ้างจากบริษัทลูกค้า และได้รับผลตอบแทนจากการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีนั่นเอง
ขอยกตัวอย่างใกล้ตัวคือ ผมมีเพื่อนที่ทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเพื่อนคนนี้บอกผมว่าบริษัทได้ว่าจ้างผู้จัดการคนใหม่มาเป็นหัวหน้าเขา พอทำงานกับผู้จัดการคนใหม่ได้สักพัก เพื่อนผมบอกว่าผู้จัดการคนนี้เป็นคนไม่ดีเพราะชอบโดดงาน และมีนอกมีในกับลูกค้า ต่อมาไม่นาน พอประเมินผลงานประจำปี ปรากฏว่าเพื่อนผมคนนี้ได้ปรับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ เท่านั้นแหละครับ เจ้าเพื่อนผมคนนี้เปลี่ยนจากการต่อว่าเจ้านาย กลายเป็นชมเปาะถึงความตั้งใจทำงานของผู้จัดการคนนี้ทันที นี่ก็ตาบอดเพราะผลประโยชน์มาบังการมองเห็นไว้
เหตุผลที่สองเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ทางอ้อม” ซึ่งเกิดจากการที่คนทำความเลวไม่ได้ทำเองโดยตรง แต่ว่าจ้างหรือสั่งให้ตัวแทนเป็นผู้กระทำแทน กรณีนี้ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมองข้ามผู้บงการ และกล่าวโทษตัวแทนว่าเป็นคนไม่ดี ตัวอย่างเช่น สถาบันการเงินที่ไม่ทวงหนี้ค้างชำระด้วยตัวเอง แต่ว่าจ้างบริษัทรับทวงหนี้ให้รับผิดชอบหน้าที่นี้แทน (โดยอ้างว่าธุรกิจทวงหนี้ ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตัวเอง จึงต้องว่าจ้างให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทน หรือ outsource) โดยแม้ว่าบริษัทรับทวงหนี้เหล่านี้ จะใช้วิธีการอย่างไร้จริยธรรม แต่เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ได้ทำเองโดยตรง ลูกหนี้หรือคนในสังคมส่วนใหญ่ก็อาจมองข้ามความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน และโทษว่าบริษัททวงหนี้หน้าเลือดนี่แหละคือตัวปัญหา
หรือจะเป็นกรณีของ Sweatshop ที่รับจ้างผลิตต่อในต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่มีมาตรฐานการดูแลพนักงานที่ไม่ดีเช่น การให้ค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม หรือการจ้างแรงงานเด็กโดยนอกจากการที่บริษัทชั้นนำที่ outsource จะได้ประโยชน์ในด้านต้นทุนแล้ว ยังได้ประโยชน์อีกด้านหนึ่งด้วยคือ ผู้บริโภคไม่รู้สึกว่าบริษัทชั้นนำเหล่านี้ทำความเลวโดยตรง
สามคือ “ทางลาดชัน” ซึ่งหมายความว่า หากการกระทำความเลวเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เราก็จะไม่รู้สึกหรือตระหนักว่าคนนี้ได้ทำความเลว เหมือนกับกรณีของการนำกบไปใส่ในหม้อที่ต้มน้ำเดือดไว้ พอกบรู้ว่าน้ำร้อน ก็จะกระโดดออกจากหม้ออย่างรวดเร็วและรอดตาย แต่ถ้านำกบใส่ไว้ในน้ำอุณหภูมิธรรมดา และตั้งไฟให้น้ำค่อยๆ ร้อนขึ้น กบก็จะไม่รู้สึกว่าน้ำร้อน จนสายเกินไปที่จะกระโดดออกจากหม้อและกลายเป็นกบต้มไปในที่สุด
การให้สินบนก็เช่นกัน ยกตัวอย่างข้าราชการคนหนึ่งที่เพิ่งจะได้รับตำแหน่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง เวลามีนักธุรกิจมาเสนอเงินใต้โต๊ะให้ ข้าราชการคนนี้อาจรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะรับเงินนั้นเนื่องจากความชัดเจนของการผิดจริยธรรม (และกฎหมาย) แต่ถ้าหากเป็นการให้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงเทศกาล ผู้รับก็ไม่รู้สึกว่าเป็นสินบนแต่คิดว่าเป็นธรรมเนียมที่ต้องให้และรับของขวัญกันเพียงแค่ปีละครั้ง
จากนั้น ของขวัญก็จะขยับถี่ขึ้นและมีราคาสูงขึ้น และเมื่อการให้และรับของขวัญกลายเป็นเรื่องปกติแล้ว เมื่อผู้ให้ขยับปรับเปลี่ยนเป็นเงิน ผู้รับก็จะไม่รู้สึกผิดมากเหมือนกับกำลังเลื่อนไปบนทางลาดชัน และท้ายสุดก็ตกเหวเนื่องจากการให้ของขวัญเล็กน้อยตามเทศกาลได้กลับกลายเป็นการให้สินบนหรือคอร์รัปชันนั่นเอง
เหตุผลสุดท้ายคือ “ไม่เป็นอะไร...จนกว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้าย” ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากมนุษย์มักตัดสินคนอื่นจากผลลัพธ์ (หรืออาจเรียกว่า “อคติจากผลลัพธ์” ก็ได้) ไม่ใช่จากการกระทำ แท้จริงแล้วการตัดสินคนอื่นโดยพิจารณาจากผลลัพธ์ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เวลาเราเรียนหนังสือ ครูอาจารย์ก็ตัดเกรดจากคะแนนสอบ ไม่ใช่จากความพยายาม อย่างไรก็ตาม ในด้านจริยธรรมนั้น จะพิจารณาจากผลลัพธ์แต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะจริยธรรมถูกผิดเป็นเรื่องของการกระทำด้วย ผู้ขายนมหมดอายุอาจคิดว่า ไม่เป็นไร นมเพิ่งจะหมดอายุไปแค่วันเดียว สามารถให้นักเรียนดื่มได้ หากนักเรียนดื่มแล้วท้องเสีย สังคมก็จะประนามว่าการกระทำนี้ผิด แต่ถ้านักเรียนดื่มแล้วไม่เป็นอะไร เราก็จะตัดสินว่าการกระทำนี้ไม่ผิด ทั้งที่เป็นการกระทำเดียวกัน
ทัศนคติที่ว่า “ไม่เป็นอะไร” เป็นความคิดที่อันตรายมากในสังคมไทย เนื่องจากอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงและไม่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต กรณีของมาตรฐานการบิน และปัญหาด้านการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประมงไทยที่มาระเบิดเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเมื่อไม่นานนี้ ก็เริ่มต้นจากความคิดที่ว่า หากเราไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานของต่างประเทศอย่างเคร่งครัด ก็คง “ไม่เป็นอะไร” จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตที่มีผลกระทบมหาศาล
ขอเน้นย้ำว่า “อคติ” ต่างๆ ไม่เกี่ยวกับความตั้งใจหรือความจงใจที่จะเข้าข้างผู้ที่กระทำความผิด แต่เป็นอคติที่ซ่อนอยู่ในตัวเราและส่งผลให้กระบวนการประเมินคนอื่นเป็นไปอย่างอัตโนมัติและไม่รู้ตัว กล่าวคือ เรามองไม่ออกจริงๆ ว่าคนนี้เป็นคนไม่ดี
ข้อคิดที่ได้คือ ในการสอนและปลูกฝังเรื่องจริยธรรมนั้น ต้องสอนให้ตระหนักและรู้เท่าทันถึงอคติต่างๆ ว่ามีอะไรบ้าง และพยายามตั้งสติที่จะเอาชนะอคติเหล่านี้ให้ได้ อย่าลืมนะครับว่า
แม้ว่าใครจะดีกับเรา แม้ว่าเราจะได้ประโยชน์จากใคร ก็ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะเป็นคนดีเสมอไป
-------------------
ผศ. ดร. ยิ่งยศ เจียรวุฑฒิ
ภาควิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล [email protected]









