วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความผันผวนที่มองข้ามไม่ได้

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด คงอัตราดอกเบี้ยไว้

ที่ระดับเดิมในการประชุมครั้งล่าสุด อันเป็นไปตามการคาดหมายของตลาด หลังจากหุ้นในสหรัฐและทั่วโลก ปรับตัวลงมาเกือบตลอดเดือนแรกของปี จนจุดชนวนกระแสวิตกว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อาจฉุดรั้งการเติบโตของสหรัฐ ประกอบกับเฟดก็เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 9 ปีไปเมื่อเดือนที่แล้ว และย้ำมาตลอดว่าจะดำเนินการเข้มงวดนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เฟดระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐอยู่บนเส้นทางของการเติบโตในระดับปานกลาง อีกทั้งตลาดแรงงานยังจะแข็งแกร่งขึ้น แม้ในกรณีที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งยังระบุด้วยว่ากำลังติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และการเงินในโลกอย่างใกล้ชิด รวมถึงประเมินผลกระทบที่อาจมีตลาดแรงงานและเงินเฟ้อของสหรัฐ ท่าทีของเฟดสะท้อนว่าความวิตกเกี่ยวกับความผันผวนในโลก ทำให้โอกาสของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมนัดต่อไปที่จะขึ้นเดือนมีนาคมนั้น ลดน้อยลงไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย

เครื่องชี้ว่าเฟดจริงจังกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในโลก เห็นได้จากการใช้คำว่ากำลังพิจารณาว่าเศรษฐกิจโลกกับตลาดเงิน อาจกระทบแนวโน้มการเติบโตของสหรัฐอย่างไรบ้าง โดยประโยคดังกล่าวถูกนำมาใช้แทนที่ประโยคที่ว่าความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตอยู่ในสภาพสมดุล ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนว่าสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟดเริ่มมีความวิตกมากขึ้น และมีการคาดหมายว่าเฟดน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 3 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าครั้งต่อไปที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยคือในการประชุมเดือนกรกฎาคม

แน่นอนว่าหากประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐ ยังไม่สามารถมองข้ามความผันผวนและซบเซาในโลกไปได้ ประเทศอื่นที่มีขนาดเล็กกว่าก็ไม่สามารถเมินเฉยได้ เพราะสภาพการณ์ในโลกมีผลไม่มากก็น้อยต่อเหตุการณ์ในประเทศ ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงต้องปรับกระบวนทัพกันพอสมควร รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ลดแผนการใช้จ่ายปีนี้ลง และปรับลดคาดการณ์การเติบโต สืบเนื่องจากราคาน้ำมันดำดิ่ง เพราะมาเลเซียเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ซึ่งราคาน้ำมันโลกที่ดำดิ่งก็กระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลวด้วย

ประเทศอย่างเกาหลีใต้ก็กำลังพิจารณา ที่อาจจัดทำมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการบริโภค เพราะมีสัญญาณว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนกำลังชะลอตัว โดยหากสถานการณ์ด้านการบริโภคส่วนบุคคลไม่ดีขึ้น ก็อาจต้องประกาศมาตรการกระตุ้นชุดเล็กออกมา หลังจากเมื่อปีที่แล้วได้มีการออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนมาแล้ว ด้านเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์นั้น เศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วโตถึง 6.3% ขณะที่ทั้งปีขยายตัว 5.8% อันต่ำกว่าเป้าหมายของทางการที่ 7-8% สำหรับเป้าหมายระยะกลางที่ 7-8% นั้นฟิลิปปินส์มั่นใจว่าสามารถทำได้ หากรัฐบาลยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน และลงมือทำมากขึ้นเพื่อดึงดูดการลงทุน

จะเห็นว่าในท่ามกลางความไม่แน่นอน อันมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่างในโลกนั้น แต่ละประเทศล้วนต้องปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนี้ที่ต้องประคองเศรษฐกิจให้เติบโตไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดทำแนวทางที่หลากหลาย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคง