สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ ที่เปิดประเด็นจากสื่อเครือเนชั่น
คือ ข่าวบุคคลต้องสงสัยที่อาจเชื่อมโยงกับ “กลุ่มรัฐอิสลาม” หรือ “ไอเอส” เข้าไปในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปพบปะกับผู้นำศาสนา และมีการบริจาคเงินเพื่อแลกกับการให้ช่วยสอนนักเรียนในเรื่อง “รัฐอิสลาม”
ข่าวนี้เมื่อเผยแพร่สู่สาธารณะและมีการนำไปสอบถามจากคนในรัฐบาล ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง ปรากฏว่ามีการนำไปรายงานต่อจนเกิดความสับสน จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้
1. ข่าวเกี่ยวกับบุคคลต้องสงสัยที่อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอส เข้าไปที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น วันแรกทั้งนายกรัฐมนตรี และแม่ทัพภาคที่ 4 ออกมายอมรับว่ามีข่าวจริง ถัดจากนั้นในวันรุ่งขึ้น ทุกหน่วยพากันออกมาให้ความเห็นใหม่ ยืนยันว่าไม่มีบุคคลต้องสงสัยเข้าไปในพื้นที่ชายแดนใต้
2. มีการรายงานข่าวจากสื่อบางแขนง โดยอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอส และเกี่ยวพันกับเหตุร้ายที่อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่นราธิวาส
ข่าวนี้ผู้เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งในพื้นที่และในส่วนกลาง ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ ข่าวแรก “มีมูล” ส่วนข่าวที่ 2 นั้น “มั่ว”
อย่างไรก็ดีการออกมาปฏิเสธภายหลัง พอเข้าใจได้ว่าเป็นแนวทางการสร้างความเชื่อมั่น ว่าประเทศไทยยังมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ผิด ด้วยเหตุผลไม่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวตื่นตระหนก แต่นั่นต้องหมายความว่ามาตรการที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบมีอยู่ ต้องรองรับปัญหาได้จริง
เรื่องไอเอสเข้าไปที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นักวิชาการบางท่านที่เชี่ยวชาญปัญหาปลายด้ามขวาน ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นไปไม่ได้ที่กลุ่มไอเอสจะเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีอุดมการณ์ต่างกัน
ฟังดูแล้วก็ไม่ผิด เพราะปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาเฉพาะของ “ชาติพันธุ์มลายูมุสลิม” กับ “รัฐไทย” เพียงแต่ขอยืมวิธีการต่อสู้แบบ “ก่อการร้ายในเมือง” มาใช้
แต่ท่านอาจลืมนึกไปว่า สิ่งที่ท่านประเมินคือขบวนการก่อเหตุรุนแรง “กระแสหลัก” ที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ปลดแอกชาติพันธุ์มลายูในนามรัฐปาตานีเท่านั้น ยังไม่รวมถึงกลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่อาจแอบแฝงเรื่องผลประโยชน์ เช่น กลุ่มค้ามนุษย์ ซึ่งเชื่อมกับบางชาติพันธุ์ที่ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้กระแสหลัก
อาทิเช่น กลุ่มชาติพันธุ์โรฮิงญา และอุยกูร์!
มีข้อมูลการข่าวบางส่วนจากอินโดนีเซีย ที่แลกเปลี่ยนกับหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้พื้นที่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้เป็นทางผ่านในการอพยพ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอส ในลักษณะประสานความช่วยเหลือในแง่ของการฝึกการสู้รบ
ขณะที่การประกาศสวามิภักดิ์กับกลุ่มไอเอส จากกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงบางกลุ่ม ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหตุผลเคลือบแฝงในเรื่อง “ทุนสนับสนุน” เพราะไอเอสมีเงินทุนมหาศาลจากการค้าน้ำมันในตะวันออกกลาง
ฉะนั้นการจะปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงแบบ “ปิดประตูตาย” ว่าไม่มีทางที่ไอเอสจะเข้าไปเชื่อมกับกลุ่มบางกลุ่ม ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือไม่เข้ามาในประเทศไทยอย่างแน่นอน จึงอาจเป็นการ “ด่วนสรุป” เกินไปหน่อย
ที่สำคัญการแพร่อุดมการณ์ของไอเอส ใช้ “โซเชียลมีเดีย” เป็นพาหะ จนทำให้เกิดผู้ก่อการร้ายแนวใหม่ที่เรียกว่า “โลน วูลฟ์” หรือแปลเป็นไทยว่า “หมาป่าเดียวดายออกล่าเหยื่อ” รวมทั้ง“Bedroom Terrorist” หรือ ผู้ที่รับอุดมการณ์ก่อการร้ายจากในห้องนอน ซึ่งรับอุดมการณ์ความรุนแรงผ่านทางโซเชียลมีเดีย จากนั้นก็เรียนรู้วิธีการก่อเหตุเพื่อระบายความอัดอั้นคับแค้นด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีใครสั่ง และไม่ต้องมีขบวนการใดๆ รองรับ
ถามว่าเราจะรับมือผู้ก่อการร้ายประเภท “โลน วูลฟ์”หรือภัยคุกคามในแบบที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้
ได้อย่างไร?
กรณีตัวอย่างที่เกิดกับไทย แม้ไม่ตรงกับ “โลน วูล์ฟ” มากนัก แต่ก็เรียกได้ว่าเป็น Unknown Threat นั่นก็คือ เหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ เพราะเสียงตูมสนั่นหน้าศาลท้าวมหาพรหม แทบไม่มีการแจ้งเตือนมาก่อนเลย
ฉะนั้นการช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชน ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ไม่ใช่การให้ความมั่นใจแบบผิดๆ ว่าเราเป็นมิตรกับทุกประเทศ จึงไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
การพยายามปิดกั้นข่าวสารและการรับรู้ โดยอ้างเหตุผลทางความมั่นคง และภาพลักษณ์ประเทศต่างหาก ที่เป็นเรื่องตลกร้ายในสังคมบ้านเรา!









