เมื่อต้นสัปดาห์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ
เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด ที่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเป็นครั้งที่ 3 ในเวลาไม่ถึง 1 ปี โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.4% ปีนี้ และ 3.6% ปีหน้า ลดลงจากคาดการณ์เดือนต.ค.ปีที่แล้ว 0.2% สืบเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ การทรุดตัวของราคาน้ำมัน และความวุ่นวายทางการเมือง
ไอเอ็มเอฟระบุว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการท้าทายครั้งใหญ่ พร้อมแนะให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ คิดหาแนวทางกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น เพราะเส้นทางของปีนี้ดูท่าไม่ค่อยราบรื่น สภาพเศรษฐกิจโลกส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เชื่อมโยงถึงกัน นำโดยการปรับโครงสร้างของจีน ซึ่งการนำเข้า-ส่งออกของจีนที่ชะลอตัว เป็นแรงกดดันขาลงต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก กระทบต่อรายได้ของประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งยังส่งผลทางอ้อมในรูปความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลก และทำให้ตลาดโลกผันผวนมากขึ้น จนบั่นทอนการลงทุนระยะยาว
แม้แนวโน้มไม่สดใส แต่บรรดาผู้เข้าร่วมการประชุม เวิลด์อีโคโนมิกฟอรัมที่เมืองดาวอส มองว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ มีเครื่องมือมากมายที่จะสามารถนำมาใช้รับมือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้ ทั้งยังไม่เชื่อว่าจะเกิดวิกฤติการเงินขึ้นในโลกซ้ำรอยวิกฤติการเงินโลกปี 2251 และไม่คิดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะล่มสลาย เพราะสถานการณ์ขณะนี้แตกต่างจากช่วงไตรมาส 4 ปี 2551 และไตรมาสแรกปี 2552 แม้ตลาดกำลังปั่นป่วนเพราะวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และราคาน้ำมันดำดิ่งก็ตาม
ในท่ามกลางกระแสวิตกของหลายฝ่ายนั้น จีนก็ได้รับประกันอีกครั้ง ว่าทางการปักกิ่งมีแนวทางหลากหลายในการประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการคลัง หลังจากปีที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการเป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างอย่างการสร้างทางรถไฟ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วลงทุนไป 823,8 ล้านหยวน สร้างทางรถไฟกว่า 9,000 กิโลเมตร สำหรับปีนี้จะมีการทุ่มทุนอีก 800,000 ล้านหยวนในการลงทุนด้านสินทรัพย์คงที่
แน่นอนว่าความปั่นป่วนและซบเซาในโลก ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องจัดหาทางแนวทางรับมือกันเอาไว้ รวมถึงเกาหลีใต้ที่ธนาคารกลางระบุว่ามีทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศ มากพอรองรับภาวะช็อกจากภายนอก โดยปัจจุบันเกาหลีใต้มีทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศมากเป็นอันดับ 6 ของโลก ที่จำนวน 367,960 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างอินโดนีเซีย ก็ได้ออกมาตรการหลากหลายในช่วงปีที่ผ่านมา จนสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 20% เมื่อปีที่แล้ว
ในส่วนของไทยนั้น มีการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่น่าจะเข้ามาช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากมีช่องทางที่จะกระตุ้นเพิ่มเติมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายกฎระเบียบหรือให้แรงจูงใจเพิ่มเติมเพื่อดึงดูดการลงทุน หรือมาตรการอื่นๆ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น ก็จะสามารถประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศไปได้ ในช่วงที่โลกอยู่ในสภาพไม่สดใสนัก









