จากผลสำรวจหัวหน้าคณะ เจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) โลก
กว่า 1,400 คน สะท้อนความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของยอดขายระยะสั้น ลดลงสู่ระดับต่ำสุดรอบ 6 ปี มีเพียง 27% คาดเศรษฐกิจโลกดีขึ้น เหตุวิตกเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งส่งผลไปถึงสินค้าโภคภัณฑ์ และจะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างมาก รวมถึงต่อภาคพลังงาน อันสร้างความวิตกแก่หลายฝ่าย ทั้งนี้ เป็นผลการสำรวจที่ทำขึ้นเมื่อไตรมาส 4 ปี 2558 ใน 83 ประเทศ ผลการสำรวจนี้จัดทำโดยไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ ก่อนถึงการประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัมที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ มีซีอีโอเพียง 35% ที่ระบุว่าเชื่อมั่นอย่างมากว่ารายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ตัวเลขดังกล่าวลดลงจาก 39% เมื่อปี 2558 และต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2553 โดยความเชื่อมั่นในหมู่ซีอีโออเมริกันลดลงเหลือ 33% จาก 46% เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ความเชื่อมั่นของซีอีโอในประเทศตะวันตกอื่นๆ อย่างเยอรมนี กับอังกฤษก็ลดลงเช่นกัน มีซีอีโอเพียง 27% ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นในช่วง 12 เดือนหน้า เทียบกับ 37% เมื่อปีที่แล้ว แม้ธนาคารกลางของหลายประเทศอัดฉีดเงินหลายล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบตั้งแต่วิกฤติการเงินปี 2551
ขณะที่ นายธนาคาร และนักเศรษฐศาสตร์ของไทย ยังมองเศรษฐกิจไทยเชิงบวก โดยนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2559 จะเติบโต 3.5 - 4% จากปี 2558 ขยายตัว 2.8% โดยมาจากการลงทุนของภาครัฐและมาตรการกระตุ้นต่างๆ ซึ่งจะทำให้สินเชื่อของธนาคารปีนี้ขยายตัวได้ 6-7% ซึ่งที่มองเศรษฐกิจปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว เพราะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้านั้นเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น การลงทุนทั้งในและต่างประเทศก็ชัดเจนมากขึ้น แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา เพราะปัจจัยจากเศรษฐกิจภายนอกยังผันผวน
ส่วนนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใกล้เคียงกัน โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 3-3.5% จากการผลักดันโครงการภาครัฐที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 รถไฟทางคู่ เป็นต้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ที่น่าจะเข้ามาช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ แต่หากการลงทุนภาครัฐไม่ได้เกิดขึ้นในปีนี้ อย่างที่คาดหวัง จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น และเห็นว่าสิ่งที่น่ากังวลคือ ความผันผวน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากต่างประเทศที่ทำให้กำลังซื้อของโลกอ่อนลง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงนั้น ธนาคารยังคงกังวลต่อเศรษฐกิจโลก ที่อาจจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในทุกๆ ด้าน ทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ,ราคาน้ำมัน ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่สุด
นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (ไทย) มองเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตได้ราว 3-4% ประเด็นสำคัญอยู่ที่การลงทุนของภาครัฐ ซึ่งถ้าภาครัฐขับเคลื่อนนโยบายได้ตามที่ประกาศเอาไว้ เชื่อว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตได้ราว 4% แต่หากภาครัฐผลักดันการลงทุนเหล่านี้ออกมาไม่ได้ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจทำได้เพียง 3% ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ทุกคนต่างพุ่งประเด็นการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศอยู่ที่การลงทุนภาครัฐ ซึ่งต้องจับตามองกันต่อไปว่า นโยบายลงทุนต่างๆ ของรัฐจะขับเคลื่อนออกมาได้ตรงกำหนดหรือไม่ และนโยบายเหล่านั้นต้องสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่คนไทยโดยส่วนรวม









