ปี 2558 ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ปิดตัวเลขการขายที่ 7.99 แสนคัน
ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดพอควร เพราะประเมินกันว่าถ้าได้สัก 7.7-7.8 แสนคัน ก็เป็นยอดขายที่น่าพอใจ
การที่ยอดขายกระโดดขึ้นไปมาก เป็นผลมาจากยอดขายในเดือนสุดท้ายของปี ที่ทะลุขึ้นไปถึง 1.01 แสนคัน สูงกว่าเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า 13.3% ซึ่งเป็นตัวเลขในระดับแสนคัน ที่ตลาดรถยนต์เมืองไทยไม่เคยเจอมายาวนานถึง 2 ปี
ทางกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่ายอดขายที่ไต่ขึ้นไปถึงระดับแสนคันส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก มียอดจองในงานมหกรรมยานยนต์เข้ามาเสริม ซึ่งมีจำนวน 3.9 หมื่นคัน และอีกส่วนหนึ่งมาจากการเร่งซื้อเพื่อหนีราคาใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นหลังโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา
ซึ่งตรงนี้น่าสนใจ เพราะไม่มีใครรู้ว่ามียอดการเร่งซื้อมากน้อยเพียงใด แต่ตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ รถกลุ่มพีพีวี หรือ Pickup Passenger Vehicle ที่เดือนธ.ค.ยอดขายเติบโตถึง
ยอดขาย 251% เลยทีเดียว
ช่วงปลายปีที่แล้ว คนในวงการประเมินกันว่า การเร่งซื้อน่าจะอยู่ในระดับ 1.5-2 หมื่นคัน ซึ่งถือว่าไม่สูงนัก เพราะแม้จะมีเรื่องของภาษีใหม่เข้ามาเป็นตัวกระตุ้น แต่ก็มีสิ่งท่ี่คอยฉุดดึงเอาไว้เช่นกัน ก็คือภาพรวมเศรษฐกิจ กำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน และบทเรียนล้ำค่าจากโครงการรถคันแรก ที่ช่วงนั้นไม่เพียงแต่ผู้บริโภคเท่านั้นที่เร่งซื้อ แต่ค่ายรถเองก็เร่งขาย เร่งผลิตกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนท้ายที่สุด เมื่อกำลังซื้อกลายเป็นกำลังซื้อเทียม หรือว่าเป็นกำลังซื้อจริงแต่ผ่อนต่อไ่ม่ไหว ทำให้เกิดปัญหาสต็อกบวม ปัญหาหนี้เสียให้ตามแก้ไขกันหลายปี
แต่ครั้งนี้เชื่อกันว่าคนที่เร่งซื้อเป็นคนที่มีความพร้อม หรือไม่ก็มีความจำเป็นจะต้องใช้รถจริงๆ ไม่ใช่ซื้อเพราะเงื่อนไขทางการเงิน
ขณะที่ผู้ขายเองก็ดูเหมือนจะเพิ่มการผลิตอย่างระมัดระวัง อย่างเช่นรถกลุ่มพีพีวี ที่มียอดขายเติบโตโดดเด่น และผู้นำตลาดอย่างมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ที่ปัจจุบัน มียอดของกว่า 1.4 หมื่นคัน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงเปิดตัวมาก และมิตซูบิชิ ก็ประกาศว่าจะเพิ่มการผลิตเพื่อเร่งการส่งมอบ แต่ถึงปัจจุบัน ลูกค้าหลายคนก็ยังไม่ได้รับรถ ค้างจองกันระดับ 3 เดือนเลยทีเดียว
ซึ่งหากตัวเลขเร่งซื้อมีไม่มากนัก หรือเท่ากับที่ค่ายรถคาดการณ์เอาไว้ สถานการณ์ปีนี้ก็คงไม่ต้องเป็นห่วงกันมากนัก แต่หากตัวเลขที่ว่ามีอยู่สูง ก็น่ากังวลว่าถึงปลายปียอดขายจะหดตัวลงจากปีที่แล้วมาก ทำให้เกิดภาวะช็อคตลาดได้เช่นกัน
ถัดจากเรื่องของตลาดในประเทศ มาดูเรื่องของการส่งออกกันบ้าง ยานยนต์นั้นเป็นอุตสาหกรรมส่งออกขนาดใหญ่ และเป็นความคาดหวังของรัฐ ในการที่จะช่วยพยุงภาพรวมส่งออกซึ่งไม่ดีนักในช่วงที่ผ่านมา
ปิดปี 2558 เราส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปหรือ CBU ได้ 1.204 ล้านคัน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 1.2 ล้านคัน มีมูลค่าการส่งออก 5.92 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 12.35%
และเมื่อรวมการส่งออกอื่นๆ คือ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน อะไหล่ ไทยมีการส่งออกสินค้ารถยนต์ในปีที่แล้ว 8.41 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.39%
แต่มีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ยอดส่งออกเฉพาะเดือน ธ.ค. 8.66 หมื่นคันนั้น เป็นตัวเลขที่ลดลงจากเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า 2.8%
ทั้งนี้เป็นที่รู้กันว่าการส่งออกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะมีโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายก็คือ เศรษฐกิจของประเทศลูกค้าหลายแห่งที่ไม่ดีนัก และที่สำคัญคือตลาดใหญ่อย่างตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ครองความเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของการส่งออกรถยนต์จากไทย เริ่มถดถอยลงจากปัญหาการเมือง ความไม่สงบในภูมิภาค รวมถึงทิศทางราคาน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าหลักลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้สัดส่วนตลาดตะวันออกกลางลดลง และจากอับดับ 1 ลดลงไปอยู่ในลำดับที่ 3
ดังนั้นการส่งออกปีนี้ จึงเป็นการบ้านของค่ายรถในการหาตลาดใหม่ๆ เข้ามาชดเชยให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้เห็นการขยับไปยังอเมริกาเหนือ อเมริกากลางมากขึ้น รวมถึงประเทศในกลุ่มแอฟริกา
ซึ่งก็ต้องดูกันว่าตลาดใหม่จะชดเชยตลาดเก่าที่ลดลงไปได้หรือไม่ หากไม่ได้ บวกกับตลาดในประเทศที่ยังไม่รู้ว่าจะไปในทิศทางใด ก็น่าเป็นห่วงภาคการผลิตที่ประคองตัวมาได้หลายปีเช่นกัน






