วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คำถามเกี่ยวกับเงื่อนไขของวิกฤตเศรษฐกิจจีน

เป็นที่ทราบกันดีว่า ภายหลังจากปี ค.ศ. 2008 ซึ่งสหรัฐได้ใช้มาตรการคิวอี อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินของสหรัฐ

ทำให้มีกระแสเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ เศรษฐกิจจีนในช่วงนั้นจึงขยายตัวอย่างมาก เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินหยวนที่ผูกติดกับค่าเงินของสหรัฐที่อ่อนตัวลงเพราะผลจากมาตรการคิวอี นอกจากนี้ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อในประเทศจีน ซึ่งคาดคะเนว่ามีมูลค่าราว 28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับถึงปี ค.ศ.2014 หรือคิดเป็นร้อยละ 282 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ในอัตราสูงติดต่อกันหลายปีที่ผ่านมา แต่สินเชื่อจำนวนไม่น้อยก็ได้ถูกนำไปลงทุนอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มากเกินไปจนเกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน สภาพคล่องที่มีมากนี้ก็ได้ก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นจีน อันเนื่องมาจากการที่นักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้น มีความคาดหวังที่สดใสต่อเศรษฐกิจจีนในอนาคต จึงลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ดังนั้น เมื่อสหรัฐประกาศยุติการใช้มาตรการคิวอี และส่งสัญญาณตั้งแต่ต้นปีที่แล้วว่า จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในไม่ช้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะหลัง ก็ได้มีส่วนซ้ำเติมให้เศรษฐกิจจีนไม่สามารถขยายตัวได้มากจากการส่งออก จนต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีน เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งด้วยการพึ่งการบริโภคภายในประเทศ และการขยายตัวของภาคบริการ แทนการพึ่งพาเฉพาะภาคส่งออกและการลงทุนเหมือนในอดีต

ความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน มีสาเหตุมาจากความสงสัยเกี่ยวกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของจีนว่า จะมากเพียงพอที่จะทำให้จีนสามารถชำระคืนหนี้ที่มีอยู่ได้หรือไม่ แม้ว่าจีนจะได้ประกาศแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในระยะยาวแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ นักลงทุนก็ยังรอดูแนวโน้มการดำเนินนโยบายของจีนว่า จะมุ่งไปสู่ทิศทางที่เหมาะสม หรือยังคงให้น้ำหนักอยู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองในระยะสั้นมากกว่า ความไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้นักค้าเงินและนักลงทุนในตลาดหุ้นเกิดความตื่นตระหนก เมื่อจีนประกาศปรับลดค่าเงินหยวน เช่น เริ่มจากการปรับระบบการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนค่ากลางเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินหยวนและค่าเงินของประเทศคู่ค้าในแถบเอเชียเกิดความผันผวนตามไปด้วย หรือกระแสข่าวเรื่องค่าเงินหยวนถูกโจมตีโดยกองทุนบริหารความเสี่ยงหลายแห่งเมื่อไม่นานมานี้ เป็นต้น

และเมื่อมีการไหลออกของเงินตราต่างประเทศเกิดขึ้น ก็หมายความว่ามีการดูดซับเงินหยวนบางส่วนออกไปจากระบบด้วย ซึ่งมีผลทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนลดลงไปแล้วราว 513 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปีที่ผ่านมา แต่จีนก็ยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมากคือราว 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งยังถือว่าเป็นจุดแข็งของจีนในการรับมือกับการถูกโจมตีค่าเงิน

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับความผันผวนของค่าเงินหยวนที่อาจมีมากขึ้น จึงมีข่าวเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้เริ่มต้นเจรจาเพื่อหาทางทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน (currency swap) ระหว่างกัน ซึ่งสัญญาแลกเปลี่ยน (swap) นี้ก็คือตราสารอนุพันธ์แบบหนึ่งที่เป็นสัญญาระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่า ยในการแลกเปลี่ยนเงินหยวนและเงินเยน ระหว่างกันตามงวดที่กำหนดตลอดอายุของสัญญา ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนนั่นเอง              

หากสรุปตามข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้แล้ว ก็ต้องกล่าวว่า แม้ว่านักลงทุนทั่วไปจะมีความกังวลเกี่ยวกับการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจจีนมากขึ้นก็ตาม แต่เมื่อเทียบเคียงกับวิกฤตการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต (ซึ่งแน่นอนว่าวิกฤติเศรษฐกิจในแต่ละครั้งย่อมจะมีรายละเอียดของเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ) ก็จะยังเห็นปัจจัยทั้งที่เหมือนและแตกต่างจากวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา

ยกตัวอย่างเช่น กรณีวิกฤติเศรษฐกิจของรัสเซียในปี ค.ศ.1998 ซึ่งในขณะนั้น (ก) รัสเซียมีหนี้สาธารณะสูงราวร้อยละ 50 ของจีดีพี  ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าของจีนในขณะนี้  (ข) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงโดยเฉลี่ยของหนี้รัสเซียในขณะนั้นอยู่ที่ 27% ในขณะที่ในปัจจุบันนี้ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเฉลี่ยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาก (ค) อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจรัสเซียลดลงเหลือเท่ากับศูนย์ ในขณะที่เศรษฐกิจจีนในปัจุบันแม้จะมีอัตราการขยายตัวที่ลดลงแต่ก็ยังเป็นบวกอยู่ (ง) ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงซึ่งทำให้รัสเซียสูญเสียรายได้จากการส่งออกน้ำมัน ในขณะที่ปัจจุบันราคาน้ำมันก็ลดลง แต่จีนเป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ ไม่ใช่ผู้ส่งออกน้ำมันเหมือนรัสเซีย (จ) ทั้งรัสเซียในขณะนั้น และจีนในขณะนี้ต่างก็มีความจำเป็นต้องปฎิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลัง (ฉ) รัสเซียในช่วงที่เกิดวิกฤตมีการทำสัญญาแลกเปลี่ยนหนี้ในประเทศ (debt swaps) กับ eurobond ในรูปเงินดอลลาร์ที่มีกำหนดระยะการชำระคืนที่ยาวนานขึ้น แต่ผลปรากฎว่ากลับทำให้เกิดวิกฤตเร็วขึ้น เป็นต้น

ซึ่งการเปรียบเทียบทั้งหมดนี้ต้องการเพียงแค่แสดงให้เห็นว่า ยังมีคำถามเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจจีนอีกมากที่เราต้องติดตามศึกษากันอย่างใกล้ชิดต่อไป ก่อนที่เราจะสามารถมีข้อสรุปอะไรที่ชัดเจนกันมากไปกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน