ก่อนเกิดเหตุก่อการร้าย ที่กรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย
เมื่อวันพฤหัสฯ ก็มีเหตุรุนแรงเช่นนี้ที่ตุรกีและปากีสถาน
ทั้งสามประเทศเป็นมุสลิมด้วยกัน โดยเฉพาะอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก
ก่อนหน้านี้เหตุละม้ายกับที่จาการ์ตาเกิดที่กรุงปารีส
ทั้งหมดนี้กลุ่ม IS ประกาศอ้างความรับผิดชอบทั้งหมด
แปลความได้ว่า บัดนี้กลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่งที่ประกาศนโยบายจะสถาปนา “รัฐอิสลาม” ขึ้นในโลกนี้ ตั้งเป้าที่เป็นศัตรูกับตนเองทั้ง “ศัตรูแดนไกล” คือโลกตะวันตกที่มีอเมริกาเป็นแกนนำ และ “ศัตรูแดนใกล้” ซึ่งหมายถึงประเทศอิสลามที่มีระบบการปกครองที่ IS เห็นว่าไม่ชอบธรรม สมควรจะต้องถูกล้มล้าง
แต่กรณีจาการ์ตา มีลักษณะพิเศษรูปแบบใหม่ นั่นคือเป็นปฏิบัติการความรุนแรงครั้งแรกของ IS ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ถือว่าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นใกล้บ้านเรามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เป็นการยืนยันคำเตือนของผู้นำอินโดฯ, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก่อนหน้านี้ว่ากลุ่ม IS กำลังคืบคลานเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายกฯ หลี่เสียนหลง ของสิงคโปร์ เคยประกาศชัดเจนว่า “The threat is not over there. It’ over here.”
แปลว่า “การคุกคาม (จากความรุนแรงของกลุ่มสุดโต่ง IS) ไม่ได้อยู่ข้างนอกโน่น แต่มาฝังตัวอยู่ในบ้านเราแล้ว”
เพราะมีการพบหลักฐานว่าคนอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้ไปรับการฝึกการรบกับ IS ที่ซีเรียและอิรักแล้วจำนวนหนึ่ง
ที่ไปจากอินโดฯดูเหมือนจะมากที่สุด สูงกว่า 500 คน
และคนที่ได้รับการฝึกปรือการก่อเหตุร้ายเหล่านี้บางส่วนได้กลับบ้านมาเพื่อตั้งเป็น cells หรือหน่วยปฏิบัติการ เพื่อหาโอกาสก่อการร้ายตามเป้าหมาย ของการสร้างปั่นป่วนและตื่นตระหนกในสังคมปัจจุบัน เพื่อปูทางไปสู่การปฏิวัติตามแนวทางของ IS
ก่อนหน้านี้อินโดนีเซียเคยเป็นเป้าการก่อการร้าย เช่นที่หนักหน่วงที่สุดคือ ที่เกาะบาหลี ซึ่งตายกว่า 200 คน เมื่อปี 2003 และต่อมาก็เกิดเหตุในเมืองหลวงจาการ์ตาเอง โดยมีโรงแรมหกดาวเช่น J.W. Marriot และ Ritz Carlton เป็นเป้า
แต่ปฏิบัติการเหล่านั้นเป็นฝีมือของกลุ่ม JI หรือ Jeymah Isalameyah ซึ่งในขณะนั้นเชื่อกันว่าไม่มีส่วนโยงใยกับ IS แต่ก็แสดงความจงรักภักดีต่อกลุ่มอัลไกด้า ที่เคยมี โอซามา บิน ลาเดน เป็นหัวหน้าใหญ่
กลุ่ม IS ที่ก่อตั้งอย่างเป็นทางการภายหลังก็ประกาศเดินตามแนวทางของอัลไกด้า แต่ขยายแนวทางของปฏิบัติการที่รุนแรงกว่า และตั้งเป้าทั้งตะวันตกและประเทศมุสลิมที่มีแนวทางที่ตนเองไม่เห็นพ้องด้วย
เชื่อได้ว่าหลังเกิดเหตุที่จาการ์ตาแล้ว ประเทศอาเซียนจะต้องกระชับความสัมพันธ์ด้านป้องกัน และต่อต้านการก่อการร้ายแน่นแฟ้นขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปแล้วว่าการคุกคามจาก IS เป็นเรื่องไกลตัว หรือมีเป้าเฉพาะประเทศตะวันตกเท่านั้น
แต่ประเทศใดที่มีความสัมพันธ์กับตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ล้วนแล้วแต่มีสิทธิ์ตกเป็นเป้าของการโจมตี ในลักษณ์ที่ต้องการจะสร้างความวุ่นวายปั่นป่วน ณ จุดที่มีผู้คนชุมนุมกันมากเพื่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนมากที่สุด โดยไม่สนใจว่าจะเป็นผู้ไร้เดียงสาและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ ทั้งสิ้น
แม้ทางการไทยจะได้เคยออกมาบอกว่ายังไม่มีสัญญาณใด ๆ ว่ากลุ่มก่อเหตุร้ายในประเทศมีความเกี่ยวโยงกับ IS แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่อินโดฯ ตอกย้ำว่าไม่มีทฤษฎีหรือความเชื่อของทางการใด ๆ จะไม่ถูกทำลายสลายต่อหน้าต่อตา ด้วยมือระเบิดฆ่าตัวตายกลางฝูงชนที่คาดไม่ถึงอีกต่อไป






