วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปมพิพาท‘เอแบค’ยังอีกยาวไกล

ประเด็นพิพาทยืดเยื้อที่ “เอแบค” ทำท่าว่าจะมีข้อยุติ หลังจากที่รัฐมนตรี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ

 เรียกกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งกลุ่มภราดาบัญชา แสงหิรัญ และกลุ่มนายสุทธิพร ประทุมเทวภิบาล รวมทั้งภารดาสุรสิทธิ์ สุขชัย นายกสภามหาวิทยาลัย ไปล้อมวงเจรจาหาทางออก 

ในที่ประชุมมีการเสนอ “เซ็ตซีโร่”หรือให้กรรมการทุกคนลาออก เพื่อคืนอำนาจให้กับมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ผู้ถือใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัย

ข้อเสนอนี้เสนอโดย นายวีระศักดิ์ อนุสนธิ์วงศ์ หนึ่งในกรรมการสภามหาวิทยาลัย ที่ทำหน้าที่ “พูดแทน” ภราดาบัญชา มาโดยตลอด แต่ฝ่ายนายสุทธิพร ไม่รับเงื่อนไข

เป็นที่มาของการ“นัดหมาย” กันในวันนี้ เพื่อเสนอข้อสรุปต่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ ที่ขีดเส้นตาย 7 วัน ก่อนจะบังคับใช้กฎหมายสถาบันศึกษาเอกชน มาตรา86 ในการ“ยึดอำนาจ” ตั้ง“คนนอก” 5-15 คนเข้ามาทำหน้าที่แทนกรรมการสภามหาวิทยาลัย

ก่อนถึงวันนัดหมายทั้ง 2 ฝ่าย ต่างแยกย้ายกันไปตั้งวงหารือ

ในขณะที่กลุ่มนายสุทธิพร เปลี่ยนท่าทียอมรับเงื่อนไข“ลาออก”ยกคณะ แต่ให้ส่งคนทั้ง 2 กลุ่ม เข้าไปฝ่ายละ 5 คน ในกระบวนการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยชุดใหม่ แต่นายวีระศักดิ์ โต้ว่าไม่มีสิทธิ"ต่อรอง”

กระทั่งก่อนวันนัดหมายหารือเพียงวันเดียว มีประกาศจากภารดาสุรสิทธิ์ ระบุจะไม่มีการเจรจา และยืนยันเงื่อนไขเดียวเท่านั้น ให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยทุกคน “ลาออก” ด้วยเหตุผลเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และคืนอำนาจให้กับมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย

ทั้งยังย้ำว่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นสถาบันการศึกษาที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง ตามใบอนุญาตกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีภราดาบัญชา แสงหิรัญ เป็นผู้บริหารสถาบัน ในตำแหน่งอธิการบดี มีอำนาจบริหารและทำการแทนมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทุกประการตามที่กฎหมายกำหนด

ความเห็นของภารดาสุรสิทธิ์ เป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อเสนอของกลุ่มภารดาบัญชา

ที่น่าสนใจคือภารดาสุรสิทธิ์ ในฐานะประธานสภามหาวิทยาลัย เคยยืนยันไม่ลงนามในคำสั่งตั้งกรรมการสอบและพักงานภารดาบัญชา กรณีถูกร้องเรียนทุจริต จนกรรมการสภามหาวิทยาลัยเสียงข้างมาก ต้องเข้าชื่อกันรับรองมติดังกล่าว

และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นภารดาสุรสิทธิ์ นอกจากจะอยู่ในตำแหน่งประธานสภามหาวิทยาลัย ยังอยู่ในฐานะประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งหมายถึงจะเป็นผู้มีอำนาจคนสำคัญในการ “ตัดสินใจ” หากจะต้องมีการตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยชุดใหม่

ขณะที่กลุ่มนายสุทธิพร ก็ยังไม่ถึงขั้น“เพลี่ยงพล้ำ“ เพราะยังคงยืนยันทำหน้าที่ต่อไปตามกฎหมาย และยืนยันในความเป็นกรรมการ ”เสียงข้างมาก” ที่ระบุว่าแม้แต่ประธานมูลนิธิ ก็ไม่มีอำนาจที่จะบีบบังคับให้ลาออกได้ ทั้งยังระบุชัดๆ ว่า “ประกาศที่ออกมาไม่มีอะไรน่าแปลกใจเพราะพวกเขาอยู่ฝ่ายเดียวกัน จึงต้องพยายามหาทางช่วยเหลือกัน”

ปัญหาข้อพิพาทของกรรมการสภามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในวันนี้จึงยังไม่จบ และต้องรอลุ้นในวันที่ 15 ม.ค.ตามนัดหมายที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ ให้เวลาเอาไว้ 7 วัน

ต้องติดตามดูว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายอุดมศึกษาเอกชนมาตรา86 ดังที่ว่าไว้หรือไม่

หรือหากมีการยึดอำนาจแล้วตั้งกรรมการเข้ามาทำหน้าที่บริหาร จะเป็นใครมาจากไหน จะเป็นคุณเป็นโทษกับฝ่ายไหนหรือไม่ เพราะนอกจากข้อพิพาท เพื่อถามหาความเป็น“ผู้มีอำนาจเต็ม”ในฐานะอธิการบดี ระหว่างผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายแต่ถูกพักงาน กับรักษาการแทนอธิการบดี ที่ประธานสภามหาวิทยาลัยไม่ได้ลงนามรับรอง

ยังมีเรื่องของความ“ไม่โปร่งใส” และคดีความฟ้องร้องของทั้ง 2 ฝ่ายอีกมากมาย... ที่ยังไม่รู้จะลงเอยอย่างไร !!!