วันนี้ขอเขียนเรื่องข้าวอีกที หลังช่วงที่ผ่านมา มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นเยอะ
เริ่มตั้งแต่มีความพยายามใช้กลยุทธ์เตะถ่วง ในคดีความรับผิดทางละเมิดจำนำข้าว โดยใช้วิธียื่นขอเพิ่มพยานหลายปาก และพยานที่ขอเพิ่มพยายามนัดหมายเวลาที่ยืดเยื้อไปเดือนมี.ค.บ้าง เดือนเม.ย.บ้าง โดยอ้างไม่ว่างเข้าให้ถ้อยคำ ทั้งๆ ที่คณะทำงานได้เชิญให้ปากคำเป็นเวลานาน รวมเวลาในการไต่สวนเกือบ 1 ปีเต็มแล้ว
ก็ว่ากันไป แต่คงใกล้งวดเต็มที ใครผิด ใครถูก ใครทำชาติเสียหายเท่าไร ไม่นานคงรู้กัน
ส่วนเรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับข้าวอีกหลายเรื่อง และยังมีเสียงโหวกเหวกโวยวายไม่จบสิ้น ทั้งๆ ที่กระบวนการมันผ่านไปนานแล้ว ทั้งการระบายข้าวในสต็อก มาจนถึงการขายข้าวเสื่อมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม
มีความพยายามกล่าวหาว่าที่ข้าวเสียหายเป็นจำนวนมาก เพราะกระทรวงพาณิชย์ไม่ยอมเร่งระบาย ปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไป ข้าวก็เลยยิ่งเสีย ไม่ได้เกี่ยวกับการรับจำนำของรัฐบาลก่อนเลย
อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ บอกว่าตั้งแต่รัฐบาลเข้ามา ก็ต้องหาความชัดเจนเรื่องปริมาณข้าวในสต็อก และคุณภาพข้าวให้จบก่อน ถึงจะเริ่มระบาย ไม่ใช่ว่าอยากระบายก็ระบายได้เลย ไม่เช่นนั้นจะทราบได้อย่างไร ข้าวดีเท่าไร ข้าวเสียเท่าไร เมื่อขั้นตอนทุกอย่างจบ ก็เริ่มระบายไปมากถึง 5 ล้านตัน
“ไม่มีการถ่วงเวลา แต่ต้องทำทุกอย่างให้ชัดเจน โปร่งใส ไม่เช่นนั้น เดี๋ยวจะมีคนมากล่าวหาได้อีก แล้วก็จริงๆ ยังมีคนโยนความผิดให้ บอกว่าเก็บสต๊อกไว้จนข้าวเสีย จริงๆ มันต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะทำอะไร”
แต่เรื่องจำนำข้าว ที่จำนำมาในราคาสูง จนทำลายระบบการค้าข้าว ทำลายตลาดข้าวของไทย กลับไม่มีใครพูดถึง โดยที่ผ่านมา ผลจากการจำนำราคาสูง ทำให้ตลาดข้าวของไทยเสียหาย ถูกคู่แข่งแย่งไป ทั้งตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ กว่าจะตามกลับมาได้เรียกว่าสาหัส
ส่วนเรื่องการระบายข้าวเสื่อมคุณภาพเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ก็ยังมีความพยายามที่จะบิดเบือนความจริง มีการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ ขอให้ชะลอการระบายข้าวออกไปก่อนแล้วให้ตรวจซ้ำอีกที เกรงว่า จะมีการเอาข้าวดีไปขายในราคาข้าวเสีย
เรื่องของเรื่อง เสียงประท้วงจะไม่ดังขนาดนี้ หากไม่มีคนรับผิดชอบชดเชยความเสียหาย
คนที่รับผิดชอบในการดูแลข้าว ทั้งเซอร์เวเยอร์และเจ้าของคลัง ไม่ต้องการให้มีการนำข้าวไปประมูล เพราะขายได้ราคาต่ำเท่าไร ก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายมากขึ้นเท่านั้น ก็เลยออกอาการตีรวน
อภิรดีบอกว่า ในความเป็นจริง กว่าที่จะเอาข้าวที่ถูกตีตราว่าเป็น “ข้าวเสีย” ออกมาประมูลได้นั้น มีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน เป็นไปตามมาตรฐาน แล้วยังเปิดโอกาสให้ทั้งเซอร์เวเยอร์ เจ้าของคลัง เข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย
ขณะที่การคัดแยกข้าวดีออกจากข้าวเสีย ก็มีการทดลองดำเนินการแล้ว ปรากฏว่าไม่คุ้ม เพราะขนาดกรรมกรแบกหาม ยังไม่ไหว โบกมือลา ทิ้งงานไปเลยด้วยซ้ำ
ส่วนเรื่องค่าเสียหาย ก็เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย ใครถูกใครผิด เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ที่จะต้องไปต่อสู้กัน ไม่ได้ปิดกั้น เพราะเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้โต้แย้งได้
ล่าสุดเมื่อมีการระบายข้าวเสียเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมแล้ว มีการออกมาโจมตีในทำนอง “จะมีการนำข้าวเข้าสู่ตลาดบริโภคปกติ จะเกิดความเสี่ยงต่อประชาชน” ซึ่งรมว.พาณิชย์ ออกมาย้ำตลอดว่า มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ชัดเจน ตั้งแต่จะเปิดประมูลแล้ว ใครที่จะมาประมูลได้ ต้องเป็นภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ผู้ประกอบการรายอื่นไม่มีสิทธิ์ จนที่สุด มีผู้มายื่นประมูล 13 ราย มีผู้ชนะประมูล 2 ราย เป็นอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยและไฟฟ้า
กรณีกังวลจะหลุดไปสู่ตลาดปกติ เขาก็มีมาตรการดูแลรัดกุมพอสมควร ทั้งการควบคุมการขนย้าย การสุ่มตรวจสอบตั้งแต่ขนข้าวออกจากโกดังไปยังสถานที่เก็บ โรงงาน การทำบัญชีการใช้ข้าว และยังจะมีการเข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตได้ตลอดเวลา ปัญหานี้จะเบาลง
รมว.พาณิชย์ บอกว่า “ไม่อยากให้คนรับข่าวสารข้อมูลผิดๆ เพราะข่าวสารผิดๆบ่อยๆเข้า เดี๋ยวเรื่องผิดกลายเป็นเรื่องถูก”
เรื่องข้าวเป็นเรื่องซับซ้อน มีตัวละคร มีผลประโยชน์เยอะแยะ แตะตรงไหนก็โดน
ต้องระวัง ต้องชี้แจงพลิกจากขาวเป็นดำ จากดำเป็นขาวก็วุ่น






