รวดเร็วเหมือนฝันวันเวลาผ่านไปนานถึง 40 ปี นับจากวันที่ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ได้เปิดดำเนินการ เมื่อเดือนเม.ย.2518
สองวันก่อน พุธที่ 6 ม.ค. ผมได้รับเชิญจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ไปร่วมพิธีสงฆ์และร่วมชมบ้านหลังใหม่ ณ อาคารทันสมัยใหม่เอี่ยม ถนนรัชดาภิเษก ผมได้พบแขกรับเชิญหลายท่านที่ต่างก็มีส่วนร่วมสร้างประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์มาด้วยกันในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่กรรมการผู้จัดการคนแรก เรื่อยมาจนถึงคนปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ผมก็ได้มีโอกาสพบปะทักทายกับ อดีตประธานกรรมการหลายท่านรวมทั้งประธานคนปัจจุบัน ซึ่งทุกท่านล้วนเป็นบุคคลที่เคยมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ กำหนดนโยบาย และทิศทางของตลาดหลักทรัพย์มาแล้วทั้งสิ้น
วันนั้น ผมจึงเกิดความรู้สึกเสมือนหนึ่งได้เดินย้อนเข้าสู่ประวัติศาสตร์ของตลาดทุนไทย ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นเวลาถึงสี่สิบปีก่อนที่จะย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่ซึ่งน่าอยู่และทันสมัยมากแห่งนี้ เพราะผมเองแม้ไม่เคยทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์โดยตรง แต่ก็ได้สัมผัสกับตลาดหลักทรัพย์และบุคคลในวงการนี้มาเป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่ได้เกิดตลาดแห่งนี้ขึ้นมาเลยทีเดียว
ความสัมพันธ์เหล่านั้น เกิดขึ้นทั้งในระหว่างที่ทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยที่ทริสเรทติ้ง และการเป็นอนุกรรมการชุดต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯการเป็นวิทยากรให้ตลาดหลักทรัพย์ ในโอกาสต่างๆ รวมถึงการเป็น กรรมการสรรหากรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ บางท่านอีกด้วย
แต่ที่ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำก็คือ ผมเป็น “นักลงทุนรุ่นแรก”ของตลาดหลักทรัพย์ฯนับตั้งแต่เปิดดำเนินการเลยทีเดียว เหตุก็เพราะ ในหลักสูตร MBA ที่ผมเรียนอยู่ที่ Kellogg เมื่อปี 2516 นั้นผมได้ลงทะเบียนเรียนวิชา “Investment” ทั้งๆที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเป็นวิชาเกี่ยวกับอะไรและพอยิ่งเรียนก็ยิ่งงงมากขึ้นเพราะเนื้อหาล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นไม่เคยรู้ ไม่เคยมีในประเทศไทย คำถามพรั่งพรูมามากมายว่า อะไรคือ”ตลาดหลักทรัพย์”?อะไรคือ“แรนด้อมว้อล์ค”? ฯลฯ ผมต้องใช้จินตนาการบ้าง ท่องเอาดื้อๆบ้าง เพื่อจะได้สอบให้ผ่าน ขนาดนั้นเลยแหละ
น่าจะคล้ายๆ กับนักศึกษานิติศาสตร์ปริญญาตรี ที่ต้องเรียนวิชา “กฎหมายตั๋วเงิน” ทั้งๆที่ไม่เคยเห็น "เช้ค” มาก่อนเลย ทำนองนั้น
เมื่อประเทศไทยเปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอีกสองปีต่อมา ผมจึงได้จังหวะที่จะนำวิชาการที่ผมสอบผ่านมาได้แบบงงๆ นั้น ทดลองปฏิบัติดูบ้าง จำได้ว่าตลาดเปิดซื้อขายระยะแรก เพียงวันละสองชั่วโมงเท่านั้นในช่วงเช้า และมีหุ้นให้ซื้อขายเพียงไม่กี่ตัว เช่น ธนาคารกรุงเทพ ปูนซิเมนต์ ไทยเบอร์ลี่ยุคเกอร์ เป็นต้น ส่วนโบรกเกอร์ก็เดินไปเคาะกระดานกันจริงๆ ปริมาณซื้อขายวันละราวๆ 10ล้านบาทเท่านั้น คนไทยวันนั้น น้อยคนที่จะรู้จักว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ คืออะไร
ผมเพิ่งเริ่มต้นทำงาน มีเงินเดือนไม่กี่พันบาท มีเงินเก็บเพียง 10,000 บาท แต่ก็อยากทดลองซื้อหุ้นดูบ้าง มีหุ้นที่น่าสนใจตัวหนึ่งซึ่งต้องซื้อล็อตละ 100 หุ้น ราคาราว 16,000 บาท ผมเลยชวนเพื่อนนักเรียนทุนอีกคนหนึ่งว่า “นี่เธอเรามารวมเงินซื้อหุ้นกันไหม” แม้เธอจะไม่ได้สนใจเรื่องหุ้น แต่เธอก็ร่วมลงทุนด้วย นั่นแหละครับ คือการลงทุนในหลักทรัพย์ครั้งแรกของผม เมื่อปีพ.ศ. 2518 จากนั้นผมก็ติดตามและได้เห็นการเดินทางอันยาวนานของตลาดหลักทรัพย์ฯ และของผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ละยุคสมัย ทั้งยุคแห่งความรุ่งเรือง และยุคแห่งการตกต่ำ แล้วแต่ปัจจัยแวดล้อมในช่วงนั้นๆ
เมื่อวันพุธที่ 6 ม.ค. ผมไปนั่งอยู่ในหอประชุมสังเวียน อินทรวิชัย ซึ่งรู้สึกได้ในทันทีที่เดินเข้าไปว่า ใหญ่โตกว่าเดิม จากที่บรรจุได้ 300 คน วันนี้รับได้ถึง 500 คน ทั้งเวทีและเก้าอี้นั่ง ดูดีและสง่างาม ตอนท้ายของพิธีสงฆ์ ใครจะอธิษฐานอะไรไว้ ผมไม่ทราบได้ แต่ผมเองได้ตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ตลาดทุนไทย จงเติบโตอย่างเข้มแข็ง และเป็นปัจจัยสำคัญหนุนนำการพัฒนาประเทศต่อไป และขอให้คนในวงการนี้ มีแต่คนดีๆ ที่เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก
มาถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่า หลังจากเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี พ.ศ. 2540 และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ได้ตั้งให้ผมเป็นคณะทำงานร่าง หลักธรรมาภิบาลสมัยใหม่ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป และมอบให้ผมเป็นผู้เขียนร่างในส่วนที่เกี่ยวกับ “จริยธรรมของผู้บริหาร” โดยตรง ซึ่งผมก็ได้ร่างและนำเสนอในที่ประชุม ปรากฏว่ากรรมการทุกท่านยอมรับว่าเป็นร่างที่ใช้ได้เลย โดยไม่ต้องมีข้อแก้ไขแต่อย่างใด
เกือบจะผ่านไปด้วยดีแล้วทีเดียว ก็ได้ยินเสียงกรรมการท่านหนึ่งพูดขึ้นดังๆว่า อาจารย์วรภัทรตกไปข้อหนึ่งนะ ควรต้องเขียนไว้ด้วยว่า “ผู้บริหารจะไม่ทำการค้ากับ คู่ค้า ที่ตนเองทราบว่าไม่มีจริยธรรม” โอ้เยี่ยมมากจริงๆ ผมยอมรับทันทีและจะเติมข้อความนั้นให้ แต่ปรากฏว่ามีกรรมการอีกท่านหนึ่งส่งเสียงดังๆ ขึ้นมาว่า “หยุดก่อนครับถ้าอาจารย์เขียนอย่างนั้น จะไม่มีใครทำการค้ากับใครได้เลยนะ!" เรียกเสียงหัวเราะดังลั่นห้องประชุมขึ้นมาทันที
ย้อนกลับมาที่บ้านหลังใหม่อีกครั้ง หลังจากพิธีสงฆ์เมื่อเช้าวันพุธ เจ้าหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ช่วยกันดูแลเอาใจใส่ พาแขกเหรื่อไปชมห้องต่างๆ เริ่มต้นด้วยห้องซึ่งตั้งชื่อไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “Investory” เป็นห้องให้ความรู้ด้านการลงทุน โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย ทำให้ผู้เข้าชมแม้อยู่ในวัยเด็ก ก็สามารถเข้าใจได้และเกิดความสนุกสนาน เพราะใช้การ์ตูนและระบบ Interactive
ห้องนี้สอนให้เรียนรู้ว่าอะไรบ้างคือ “เจ้าตัวร้ายทางการเงิน” หรือ “Money Monsters” ที่จะบั่นทอนความมั่นคงทางการเงินของเรา และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็น “พระเอก” หรือ “Hero” ที่เข้ามาช่วยได้อย่างไร ผ่านเครื่องมือการลงทุนอะไรบ้าง นอกจากนั้น ก็พาชมห้องสมุดดิจิทัลที่มีหนังสือหลายหมื่นเล่ม ตู้หนังสืออยู่ริมผนังทั้งหมด เปิดให้มีพื้นที่กว้างขวางในการอ่านหนังสือ มีสวนย่อมๆ ภายนอก ที่ช่วยผ่อนคลายสายตา จนเกิดบรรยากาศที่ทำให้แขกบางท่านรีบไปทำบัตรสมาชิกในวันนั้นทันที
นักลงทุนบ้าน เราเท่าที่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ผมทราบ ก็เกือบหนึ่งล้านคนเข้าไปแล้ว วันนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่41 ณ บ้านหลังใหม่ ที่หรูและทันสมัย ท่านนักลงทุนทั้งหลาย ควรหาเวลาแวะมาชมบ้านหลังนี้กันบ้างนะครับ แต่ตอนที่ขอรับบัตรสมาร์ทการ์ด เพื่อเข้าเรียนรู้ในห้อง Investory นั้น ขอบอกว่าท่านจะต้องนำบัตรลงทะเบียน ไปแตะข้างๆ จอขนาดใหญ่ แล้วคีย์ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตนเองเข้าไป ซึ่งข้อมูลก็จะปรากฏบนจอ ทั้งนี้เพื่อจะได้ไปใช้ประโยชน์ในการจัดพอร์ตที่เหมาะสมต่อไป และข้อมูลหนึ่งซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกรอก ก็คือ “อายุ” เพราะนักลงทุนแต่ละวัย ย่อมมีพอร์ตที่เหมาะสมกับอายุที่แตกต่างกันไป
ตรงนี้แหละครับ ถ้าไปคนเดียวหรือไปกับเพื่อนสนิท ก็ไม่เป็นปัญหา แต่วันนั้น ผมต้องใส่ข้อมูลตรงนี้ ต่อหน้าน้องสาวๆ ชาวตลาดหลักทรัพย์หลายคน ตัวเลขอายุก็ขึ้นจอ ให้ทุกคนเห็น 30 ก็แล้ว 40 ก็แล้ว 50 ก็แล้วก็ยังไม่ยอมหยุดสักที ขึ้นต่ออีกเรื่อยๆ ต่อหน้าพวกเธอทั้งหลาย.....เขินนะจะบอกให้
เอาเถอะ อายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น ก็วันนี้ผมมาเล่าและรำลึกถึงประวัติศาสตร์บางส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ นับตั้งแต่เปิดดำเนินการมานานถึง 40 ปี แล้ว
ถ้าอายุน้อยๆจะเล่าได้เรอะ!






