ช่วงของการเปลี่ยนผ่านที่เพิ่งเริ่มต้นกับการเป็นประชาคมอาเซียนในสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ กำลังเป็นที่สนใจ
ของสังคมว่า การเปลี่ยนผ่านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนั้น คงจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
แต่สิ่งที่ทำได้คือการเตรียมความพร้อมกับการแปรเปลี่ยนในบริบทของสังคมที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย โดย ASEAN Watch จัดเสวนานานาชาติเรื่อง “Managing HR in CLMV : trends, Challenges and Lessons Learned” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ระหว่างนักวิชาการไทยและนักวิชาการจากประเทศอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม หรือที่รู้จักในนาม CRMV โดยมีประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง
ปัจจุบันกลุ่มประเทศ CRMV ได้รับความนิยมสูงในหมู่นักลงทุนจากสถานประกอบการขนาดใหญ่ของหลายประเทศ ทั้งในส่วนการขยายฐานการตลาดและฐานการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้ เพราะมีต้นทุนการผลิตในระดับต่ำหากเปรียบเทียบกับประเทศไทย และกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นๆ อย่างจะเห็นได้จากการขยายการลงทุนไปยัง CLMV ของบริษัทชั้นนำของไทย อาทิ บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย
ดังตัวอย่าง “เอสซีจี” เริ่มทำธุรกิจใน สปป.ลาว ปี 2546 โดยการนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในช่วงแรกที่นครหลวงเวียงจันทน์ แต่ทุกวันนี้มูลค่าในการทำธุรกิจในลาวของเอสซีจีถือว่าเติบโตขึ้นมาก คาดว่าอยู่ที่ราว 2,000 ล้านบาท โดยดำเนินงานภายใต้ 5 บริษัท คือ Khammouane Cement (KCL), SCG Trading Lao, CPAC Lao, SCG Logistic Management Lao และ Lao Premium Roof Tile
โดยกลุ่มบริษัทเหล่านี้ผลิตและจัดจำหน่ายปูนซีเมนต์ สินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านครบวงจรสำหรับทุกความต้องการของผู้บริโภค ในแบรนด์ที่คนไทยคุ้นชิน เช่น SCG, ตราซ้าง และ COTTO อาทิ สินค้ากลุ่มหลังคา ฝ้า ผนัง และเพดาน กระเบื้องเซรามิก ฉนวนกันความร้อน สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ และคอนกรีตผสมเสร็จ ซึ่งปีนี้มียอดขายอยู่ที่ราว 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันทุกบ้าน
การเติบโตทางธุรกิจของเอสซีจี ไม่หยุดเท่านี้ เพราะล่าสุดเพิ่งร่วมทุนกับบริษัทลาวทุ่มเงินกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานปูนซีเมนต์ในแขวงคำม่วน คาดว่าเริ่มดำเนินงานได้กลางปี 2560
หรือแม้แต่ธุรกิจทางด้านความงาม ก็เข้าไปตีตลาดในประเทศ สปป.ลาว มาแล้ว และพร้อมที่จะขยายการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศต่างๆ ในละแวกเดียวกัน ควบคู่กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ตลอดจนการฝึกพนักงานในพื้นที่ให้มีทักษะเช่นเดียวกับพนักงานต้นฉบับ หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์
อย่างไรแล้ว การเพิ่มทุนในกลุ่มประเทศ CLMV ถือความท้าทายทางของผู้ประกอบการ เพราะ “แรงงานในกลุ่มประเทศ CLMV” มีคุณลักษณะพื้นฐานและลักษณะเฉพาะที่มีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน จึงจำเป็นยิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อม เรียนรู้ในเรื่องของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ก่อนที่จะมีการขยายการลงทุน
โดยเฉพาะเรื่องจุดอ่อน-จุดแข็ง ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ เช่น ประเทศมาเลเซียจุดแข็ง คือมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน ปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 และก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก ในส่วนของระบบโครงสร้างพื้นฐานจัดว่าดี แถมแรงงานก็มีทักษะแต่จุดอ่อนของมาเลเซีย คือจำนวนประชากรค่อนข้างน้อย ทำให้ขาดแคลนฐานการผลิต และส่งออกสินค้าสำคัญที่คล้ายคลึงกับไทย
อีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจ คือ ประเทศกัมพูชายังคงมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะน้ำ ป่าไม้ และแร่ชนิดต่างๆ ในส่วนของค่าจ้างแรงงานถือว่าต่ำสุดในอาเซียน หรือประมาณ 1.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่จุดอ่อนของประเทศนี้ เห็นจะเป็นทักษะของแรงงานมากกว่านั้น ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งในเรื่องของชายแดน การเมือง อาจบั่นทอนโอกาสการขยายการค้าการลงทุนในอนาคตก็เป็นได้
ขณะที่ประเทศพม่าเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของนักลงทุน เพราะพรมแดนเชื่อมโยงจีนและอินเดีย ที่สำคัญมีโครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมในประเทศเชิงรุกทั้งทางถนน รถไฟความเร็วสูง และท่าเรือ รวมถึงค่าจ้างแรงงานค่อนข้างต่ำ หรือประมาณ 2.50 ดอลลาร์ต่อวัน แต่ความเสี่ยงคือ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย
สิ่งเหล่านี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ภารกิจด้านการบริหารทัพยากมนุษย์ หรือ HR ของบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้าใจ และมีความสามารถเป็นเลิศที่จะบริหารบุคคล แรงงานในต่างแดน ทั้งการไปต่อยอดทางธุรกิจ และการลงทุนใหม่นอกเนื่องจากเรื่องตอบแทน หรือค่าแรงขั้นต่ำ
รวมถึงวัฒนธรรมขององค์กร เป็นอีกเรื่องที่อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม ซึ่ง HR ต้องมีบทบาทอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เริ่มจากการค้นหาดูก่อนว่าปัจจุบันวัฒนธรรมขององค์กรเป็นอย่างไร และมีส่วนไหนบ้างที่อาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการทำงานในอนาคต จากนั้นปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมดังกล่าวเสีย ยกตัวอย่างเช่น การจ่ายผลตอบแทน หรือการเลื่อนตำแหน่งที่มองตามความอาวุโสสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ต้องมีความชัดเจน
ในการขยายฐานการตลาด และการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้ เป็นทางเลือกหนึ่ง แม้แต่ผู้คร่ำหวอดทางเศรษฐศาสตร์ และเคยนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีคลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล แสดงท่าทีที่เห็นด้วยแต่ควรเป็นสินค้าในบางประเภทเท่านั้น เช่น สินค้าที่ไม่ต้องอาศัยทักษะด้านแรงงานมากนัก เพื่อสร้างแรงจูงใจในการย้ายถิ่นของแรงงาน โดยเฉพาะการย้ายมายังประเทศไทย เนื่องจากมีอัตราค่าแรงที่สูงกว่ากลุ่มประเทศ CLMV
----------------------------------
ธนชัย แสงจันทร์
เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกว.






