วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทางจักรยานริมแม่น้ำไทย เทียบญี่ปุ่น-เกาหลี-ไต้หวัน-จีน

ผมเป็นคนชอบจักรยาน และผมรู้ว่าเราสามารถใช้จักรยานแก้ปัญหาของสังคมได้ ถ้าเราใช้มันให้ถูกประเด็น

โดยพยายามทำให้มันเป็นพาหนะทางเลือกของการเดินทางในบ้านเมือง ผมได้รณรงค์ให้คนไทยหันมาใช้จักรยานเป็นเวลาเกือบ 30 ปีมาแล้ว ดังนั้นหากมีทางจักรยานที่แยกเด็ดขาดออกจากถนน ซึ่งจะทำให้ปลอดภัยและคนหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น ผมก็ต้องชอบและสนับสนุนเป็นธรรมดา

แต่ผมกลับยังลังเลที่จะสนับสนุนทางจักรยาน 14 กิโลเมตรริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ใช้งบประมาณมากถึง 14,000 ล้านบาท ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ รัฐบาลอยากให้มีทางจักรยานแบบที่ว่านี้เพราะจะได้เป็นที่เชิดหน้าชูตา เป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกายของประชาชน โดยผู้บริหารประเทศได้ไปเห็นตัวอย่างดีๆ จากต่างประเทศและอยากนำมาใช้กับประเทศเราบ้าง ซึ่งผมคงต้องขอบอกว่าในต่างประเทศที่มีทางจักรยานริมแม่น้ำสวยๆ นั้น บริบทบ้านเขากับบ้านเรามันไม่เหมือนกันครับ

บริบทของเขาไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ล้วนคล้ายกัน และมีทางจักรยานริมน้ำรูปแบบเดียวกัน คือ ทางจักรยานของเขาตั้งอยู่บนพื้นที่ราบริมแม่น้ำ และที่เขาทำได้เป็นเพราะเขามีพื้นที่ราบริมแม่น้ำที่ว่านี้เป็นพื้นที่สาธารณะ แต่เราไม่มี และที่เขามีพื้นที่ราบสาธารณะริมแม่น้ำได้ ก็เพราะไม่มีคนปลูกบ้านอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ผิดกับบ้านเราที่เป็นสังคมริมน้ำ ไปไหนมาไหนหาสู่กันในอดีตก็ใช้เส้นทางทางน้ำเป็นหลัก

เหตุผลที่เขาไม่ปลูกบ้านริมแม่น้ำแบบบ้านเรา เป็นเพราะในประเทศเขาพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา เมื่อฝนตกน้ำจะไหลลงมาตามช่องเขาอย่างรวดเร็วสุดๆ ในแบบที่เราเรียกกันว่า ‘น้ำป่า’ หรือ ‘น้ำหลาก และน้ำป่าหรือน้ำหลากนี้จะพัดสิ่งต่างๆ ริมน้ำไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง หรือต้นไม้พังพินาศหมด ผู้คนเขาจึงต้องสร้างบ้านเมืองกันบนเนินหรือบนที่ราบที่ไกลถัดไปจากพื้นที่ราบริมแม่น้ำ พื้นที่ราบริมแม่น้ำนี้จึงเหลือเป็นพื้นที่สาธารณะไปโดยปริยาย

ผิดกับบ้านเรา โดยเฉพาะตรงบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังดำริจะสร้างทางจักรยานเลียบสองฝั่งแม่น้ำอยู่นี้ น้ำที่ไหลมาท่วมพื้นที่นี้ (ซึ่งเดิมหรือแม้กระทั่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ราบลุ่มสำหรับปลูกข้าว) เป็นน้ำที่ ‘บ่า’ มา ซึ่งดีแก่การทำนา และเราก็ไม่ได้เดือดร้อนจากการณ์นี้เพราะมันเป็น‘น้ำบ่า’ ไม่ใช่ ‘น้ำป่า’ เราจึงเพียงปลูกบ้านใต้ถุนสูงให้พื้นบ้านแห้งอยู่เหนือน้ำ เราก็อยู่ของเราได้แล้ว แต่พื้นที่ริมน้ำนี้เมื่อมีบ้านเรือนปลูกอาศัยอยู่แน่นอนย่อมต้องเป็นพื้นที่ของประชาชน ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ แบบของ 3 ประเทศที่ว่ามานั้น

ในเมื่อพื้นที่ราบริมแม่น้ำใน 3 ประเทศนั้นเป็นพื้นที่สาธารณะ รัฐจึงสามารถเอามาใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวมได้ และแน่นอนรัฐสามารถใช้พื้นที่นี้มาสร้างทางจักรยานที่แยกจากถนนอย่างเด็ดขาดได้เช่นกัน

ทว่า พื้นที่ราบริมแม่น้ำของไทยเป็นของชาวบ้าน การจะไปไล่รื้อเพื่อสร้างทางจักรยานย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หากจะทำกันจริงๆ ก็จำเป็นต้องสร้างบนเสาสูง และต้องยื่นรุกล้ำเข้าไปในตัวแม่น้ำ ซึ่งผลเสียมีมากมายอย่างไร วันนี้ผมเพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นอีกมุมเท่านั้นว่าบริบททั้งทางกายภาพและทางสังคมของเรากับของเขาไม่เหมือนกัน จึงต้องพิจารณากันดีๆ

เหตุผลอีกประการ คือ เส้นทางจักรยานขนาดกว้างข้างละ 20 เมตร (ที่รู้สึกว่าจะมีการปรับแบบ ลดขนาดเหลือ 10 กว่าเมตร) นั้นในแบบร่างเห็นเป็นทางค่อนข้างตรง เหมาะแก่การขี่จักรยานอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีเอาไว้ใช้ซ้อม ไม่ใช่ใช้สำหรับการออกกำลังกายหรือนันทนาการ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคนที่ได้ประโยชน์จากทางจักรยานรูปแบบนี้ จะเป็นคนเพียงส่วนน้อยของสังคมที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่นักจักรยาน แต่เป็นเพียงคนที่อยากเอาลูก เอาปู่ เอาหลานไปขี่จักรยานรับลมชมวิวริมแม่น้ำเท่านั้น และจากการที่มีความเร็วไม่เท่ากันและการใช้ประโยชน์จากเส้นทางในวิถีที่ไม่เหมือนกันเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดอุบัติเหตุและอันตรายดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหลายๆ พื้นที่ในประเทศเรา

ดังนั้นหากสมมุติว่ารัฐสามารถแก้ปัญหาอื่นๆ ได้แล้ว และรัฐจะสร้างทางจักรยานเส้นนี้ขึ้นมาจริงๆ ผมเห็นว่าก็ต้องออกแบบให้เป็นทางที่คดเคี้ยวบ้าง ตรงบ้าง ซึ่งจะสนุกสนานและเพลิดเพลินกว่าการก้มหน้าก้มตาปั่นบนทางตรงโดยไม่เห็นอะไรข้างทาง รวมทั้งทางจักรยาน (ซึ่งควรมีทางสำหรับคนเดินด้วย) นี้ ไม่ควรเป็นทางที่กว้างมากนัก เพราะหากกว้างมากจนเอารถยนต์มาวิ่งได้ สักวันอาจมีผู้บริหารเมืองสักคนเปลี่ยนทางจักรยานนี้เป็นทางให้รถยนต์วิ่งได้ก็ได้ใครจะรู้

ที่พูดมานี้ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย เพราะประวัติศาสตร์มันฟ้องว่าเหตุการณ์ทำนองนี้ได้เคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย คือกรณีสร้างทางจักรยานบนเกาะช้าง ในโครงการเงินกู้มิยาซาวาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุคต้มยำกุ้งเมื่อหลายปีที่แล้ว และสุดท้ายตอนนี้ทางจักรยานบนเกาะช้างได้กลายเป็นถนนให้รถยนต์วิ่งไปแล้วทุกเส้น

รัฐบาลนี้อาจบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเช่นนั้น และไม่เคยคิดที่จะทำเช่นนั้น แต่ท่านครับ เมื่อท่านไปแล้ว ท่านไม่สามารถบังคับวิธีบริหารของคนมาใหม่ได้นะครับ

ฉะนั้นระวังไว้ดีกว่าแก้ ขอบคุณครับ

 -----------------------------------

ธงชัย พรรณสวัสดิ์

ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย