ปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ ประมาณร้อยละสองครึ่งนิดหน่อย แต่ก็สูงกว่าปีก่อนหน้าที่ขยายตัวเพียงหนึ่งเปอร์เซนต์
ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการเงินการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสองครั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย จากการท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวดีต่อเนื่องทั้งปี และจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง บวกกับผลของราคาน้ำมันในประเทศที่ลดลง แต่ในภาพรวม ปีที่แล้วเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ต่ำ และถ้ามองย้อนกลับ 4-5 ปี การขยายตัวของเศรษฐกิจได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาตลอด ทั้งที่ความเข้มแข็งด้านเสถียรภาพไม่เป็นปัญหา ดังนั้นการเติบโตหรือ growth จึงเป็นปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทยขณะนี้
ในความเห็นของผม จากที่เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ต่ำต่อเนื่องหลายปี พูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้เหมือนตกอยู่ในวังวนของการขยายตัวที่ต่ำ เป็นวังวนที่ไม่มีใครสร้างไว้ แต่เกิดจากสิ่งที่เราได้ทำขึ้นเอง และปัจจุบันก็ยังไม่สามารถเดินออกจากวังวนนี้ได้ สภาพเช่นนี้ชี้ว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศมีอยู่ขณะนี้ ไม่ใช่ปัญหาวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ด้วยการปฏิรูปเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป แต่การปฏิรูปก็ยังไม่เกิดขึ้นจริงจัง ผลก็คือปัญหาได้เริ่มส่งผลต่อความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไม่สามารถขยายตัวในอัตราที่สูงได้เหมือนก่อน ตรงกันข้าม การไม่แก้ปัญหาได้นำเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะตกต่ำของการขยายตัว
เท่าที่วิเคราะห์ดู ภาวะตกต่ำนี้เกิดจากสามปัจจัย
หนึ่ง คือ การขาดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่องหลายปี และปีที่แล้วการขยายตัวของการส่งออกทั้งปีก็ติดลบ สาเหตุหลักเป็นปัญหาโครงสร้างที่โมเดลการส่งออกแบบเดิมของประเทศ ที่เน้นการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกโดยใช้ค่าแรงถูก ปัจจุบันไม่สามารถแข่งขันได้ไม่ว่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะเราไม่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีหรือประสิทธิภาพการผลิต หรือกับประเทศที่ระดับการพัฒนาต่ำกว่าเรา เพราะต้นทุนแรงงานของเราแพงเกินไป แต่แทนที่เศรษฐกิจจะพัฒนาปรับตัว เรากลับพยายามรักษารูปแบบการส่งออกเดิมไว้จนเกิดปัญหามากมาย เช่น กรณีประมง ในการแก้ไขต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออกที่เน้นแข่งขันด้านนวัตกรรม ความรู้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และผลิตภาพการผลิตซึ่งขณะนี้เรายังไม่มี เป็นสิ่งที่ต้องสร้าง ต้องพัฒนาขึ้นมา เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ถ้าอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่เกิด เราก็จะไม่มีภาคส่งออกที่จะสร้างการเติบโตให้กับประเทศได้เหมือนแต่ก่อน การส่งออกก็จะลดลงต่อไปอีก
สอง คือ ปัญหาความอ่อนแอของกำลังซื้อหรือการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากที่เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ต่ำต่อเนื่องจน ณ จุดนี้เราไม่สามารถใช้การใช้จ่ายในประเทศเป็นตัวผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างที่หวัง เพราะองค์ประกอบการใช้จ่ายในประเทศทุกตัวมีข้อจำกัด ไม่สามารถขยายตัวได้ กล่าวคือ
การบริโภคภายในประเทศมีข้อจำกัดจากรายได้ที่ขยายตัวต่ำ ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่สูง และรายได้จากสินทรัพย์ เช่น หุ้น ที่จากนี้ไปรายได้จะลดลงเพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกเริ่มปรับสูงขึ้น เงินทุนต่างประเทศสุทธิจะเป็นการไหลออก มากกว่าไหลเข้า สร้างข้อจำกัดต่อสภาพคล่องและการใช้จ่าย
การลงทุนภาคเอกชนไม่ขยายตัว เพราะนักธุรกิจไม่มั่นใจในการเติบโตของกำลังซื้อหรือการใช้จ่ายในประเทศในอนาคต จึงยังไม่กล้าลงทุน นอกจากนี้ ความไม่ทันสมัยของสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีอยู่ก็สร้างข้อจำกัดต่อภาคธุรกิจในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการลงทุน รวมถึงมีประเด็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย และต้นทุนแฝงที่มากับการทุจริตคอร์รัปชัน เหล่านี้มีผลให้ภาคธุรกิจชะลอหรือไม่ลงทุน แม้ต้นทุนทางการเงินจะต่ำ
การลงทุนภาครัฐดูจะมีข้อจำกัดและใช้เวลาในการตัดสินใจ ทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ ยังรอการดำเนินการ ส่วนหนึ่งมาจากขนาดและความยุ่งยากทางเทคนิคของโครงการ อีกส่วนมาจากวิธีการดำเนินการ การระดมหาเงินทุน ความโปร่งใส และอิทธิพลทางการเมืองที่มีต่อการตัดสินใจ นอกเหนือเหตุผลทางเศรษฐกิจ
ทั้งหมดนี้ เป็นปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้การใช้จ่ายในประเทศทั้งสามองค์ประกอบคือ การบริโภค การลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ มีข้อจำกัด อุปสงค์ในประเทศจึงอ่อนแอและไม่สามารถมีบทบาทกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ
สาม คือ นโยบายเศรษฐกิจซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาโครงสร้างที่มีอยู่ การแก้ไขปัญหาโครงสร้างเป็นความหวังของภาคเอกชน ที่หวังจะเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศกลับมาดีขึ้น มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจริงจัง แต่ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันในหลายรัฐบาล ปัญหาก็ยังห่างไกลการแก้ไขที่ควรเกิดขึ้น เมื่อไม่มีการแก้ไขเศรษฐกิจก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ จึงวนเวียนอยู่ในวังวนของการขยายตัวในอัตราต่ำ จนพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้เป็นเชลยกับปัญหาที่ไม่ได้แก้ไข
ที่น่าแปลกก็คือ ภาวะตกต่ำนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเข้มแข็งในหลายด้านที่ประเทศมีอยู่ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศ หนึ่ง คือ ภาคเอกชนไทยมีความมั่งคั่ง มีทรัพยากร มีความรู้ และความสามารถในการบริหารจัดการสูงมาก บริษัทไทยหลายบริษัทติดอันดับโลกในสินค้าที่ตนเองทำธุรกิจอยู่ สอง ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ มีความสามารถที่เป็นที่ยอมรับ และสาม วัฒนธรรมและความเป็นประเทศของเราที่มีประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ยาวนานเป็นที่ยอมรับของสากล
แต่ ณ จุดนี้ เรายังไม่สามารถใช้ความเข้มแข็งที่มีอยู่มาร่วมแก้ไขปัญหาให้เศรษฐกิจหลุดออกจากวังวนการขยายตัวต่ำ ให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตและพุ่งทะยานตามศักยภาพที่เศรษฐกิจและคนไทยมีอยู่ มองไปข้างหน้าถ้าปัญหายังไม่แก้ไข ก็มีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำต่อไป อัตราการขยายตัวระดับสองเปอร์เซนต์ครึ่งบวกลบต่อปีอาจเป็นความปกติใหม่ของเศรษฐกิจ ไม่ใช่อัตรา 4 - 5 เปอร์เซนต์ต่อปีที่เราควรทำได้ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลอย่างมากต่อความเป็นอยู่ของคนในประเทศ ต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ และต่อเสถียรภาพของสังคม
ดังนั้น ความหวังปีนี้จึงอยู่ที่บทบาทภาครัฐที่ต้องผลักดันเรื่องการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคส่งออก และการปฏิรูปการทำงานของระบบราชการ โดยเฉพาะประเด็นประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นจริงจัง เหล่านี้คือสิ่งที่ภาคเอกชนหวังให้เกิดขึ้น เพื่อปลดล๊อคให้กับเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นใจว่าทิศทางของประเทศจะดีขึ้นจากนี้ไป
สวัสดีปีใหม่ และขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขตลอดปี 2016








