หญิงไทยมีความเป็นผู้นำทางธุรกิจสูงสุดในสตรีเอเชีย-แปซิฟิก

หญิงไทยมีความเป็นผู้นำทางธุรกิจสูงสุดในสตรีเอเชีย-แปซิฟิก

การสำรวจของมาสเตอร์การ์ด มีนาคม 2015 สรุปผลว่า ในหมู่สตรีเอเชีย-แปซิฟิก 16 ประเทศ หญิงไทยแสดงภาวะ

ความเป็นผู้นำทางธุรกิจสูงสุด

ทั้งนี้ มีดัชนีชี้วัดตัวย่อยใน 3 ด้านหลัก คือ 1.การจ้างงาน (Employment- หมายถึง การมีส่วนร่วมในแรงงาน และการมีงานประจำทำ) 2.สมรรถภาพ (Capability – หมายถึง มัธยมศึกษาและ อุดมศึกษา)และ 3. ความเป็นผู้นำ (Leadership- หมายถึง การเป็นเจ้าของธุรกิจ การเป็นผู้นำทางธุรกิจ และการเป็นผู้นำทางการเมือง)

พบว่าดัชนีความเป็นผู้นำทางธุรกิจ (business leadership) ของหญิงไทยกระโดดจาก 20.4 จุดเป็น 62.7 จุดในปีนี้ โดยสตรีส่วนใหญ่ใน 16 ประเทศ แม้ว่าจะมีการศึกษาดีๆ เสมอชายหรือสูงกว่าบุรุษ แต่ก็ยังล้าหลังบุรุษในด้านความเป็นผู้นำทางธุรกิจ

นักวิเคราะห์จึงสรุปว่า การศึกษาสูงๆ ดีๆ ของสตรีในเอเชีย-แปซิฟิก มีผลส่งเสริมผู้หญิงในทางธุรกิจแน่นอน แต่ในด้านความเป็นผู้นำแล้วละก็ ไม่ว่าจะในด้านความเป็นผู้นำทางธุรกิจ การเป็นเจ้าของธุรกิจ และการมีส่วนร่วมในทางการเมือง แม้ในกลุ่มสตรีมีการศึกษาดีๆสูงกว่าบุรุษ ก็ยังตกอยู่ในสภาพเฉื่อยๆ เนือยๆ (sluggish)

มีหลายประเด็นที่น่าคิดสำหรับไทย นอกจากข้อสรุปของมาสเตอร์การ์ดว่า หญิงไทยแสดงความเป็นผู้นำในทางธุรกิจสูงสุด ในหมู่สตรี 16 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก

นั่นคือแม้หญิงไทยจะนำโด่งด้านความเป็นผู้นำทางธุรกิจ แต่คะแนนรวมทั้งสามด้านหลักได้เพียง 59.4 จุด หล่นลงมา 7.2 จุด จากปี 2014 โดยผู้หญิงนิวซีแลนด์ครองแชมป์คะแนนรวมใน ปี 2015 นี้ 77 จุด ตามมาติดๆ ด้วยหญิงออสเตรเลีย 76 จุด หญิงฟิลิปปินส์ 72.6 จุด และหญิงสิงคโปร์ 70.5

ในขณะหญิงไทยถดถอยมากที่สุดอยู่นี้ หญิงสิงคโปร์แสดงพลังพัฒนาขึ้นมากที่สุด เพิ่มพูนอย่างสำคัญในด้านการเป็นเจ้าของธุรกิจในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนั้น หญิงสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ เวียดนาม มีอัตราความก้าวหน้าโดยรวมที่เป็นอัตราส่วนสูงมากๆ พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถึงหญิงประเทศอื่นจะไม่นำโด่งในด้านความเป็นผู้นำทางธุรกิจ ปล่อยให้หญิงไทยเอาไปครอง แต่เมื่อดูสถานการณ์โดยรอบโดยรวมแล้ว หญิงไทยมีโอกาสจะเป็นสาละวันเตี้ยลง เพราะคนอื่นเขาพัฒนาก้าวหน้าขึ้นในอัตราเร็วกว่าในรอบ 7 ปี นับจากปี 2007 เป็นต้นมา โดยเฉพาะหญิงฟิลิปปินส์ หญิงสิงคโปร์ และหญิงอินโดนีเซีย เรียงตามลำดับ คือ 12.2 จุด 8.7 จุดและ 7.5

บทบาทสูงทางธุรกิจของหญิงไทยสำหรับเราคนไทย ไม่ใช่ของใหม่ โดดเด่นล้ำหน้าด้านอื่นๆ มานานตั้งแต่หญิงไทยอ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งผู้เขียนเห็นว่านี่คือ ทุนสำรองดั้งเดิมของหญิงไทย ที่เป็นตัวอธิบายว่า ทำไมหญิงไทยในทางธุรกิจจึงยังแสดงความเป็นผู้นำสูงสุดในสตรีเอเชียแปซิฟิกอยู่ ในท่ามกลางสตรีชาติอื่นที่กำลังก้าวหน้าลิ่วๆ ในสภาพปัจจัยการศึกษาที่พอๆ กัน (เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์) หรือดีกว่า (เช่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ไต้หวัน) และแย่กว่า (เช่น บังคลาเทศ ศรีลังกา)

ไม่ว่าระบบการเมืองการปกครองจะเป็นแบบไหน ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ หญิงไทยในระบบไพร่ต้องทำเกษตร ทำมาค้าขายเลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะในระหว่างที่ชายถูกหลวงเกณฑ์แรงงานปีละ 3-6 เดือน

สมัยต้นรัตนโกสินทร์ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับส่งออก ผู้หญิงเป็นหัวแรงสำคัญในครอบครัว ชนิดที่ว่าเมื่อเป็นแฟนแล้ว ก็ทำแทนชายได้ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือไม่ออก โดยเฉพาะเมื่อชายหัวหน้าครอบครัวมีอันเป็นไป ยิ่งเศรษฐกิจสมัยใหม่ตั้งแต่รัชกาลที่ 5-6 เป็นต้นมา เมื่อได้เรียนหนังสือคิดเลขเก่งขึ้นนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกัน ฐานครอบครัวและสิ่งแวดล้อมทางศาสนา วัฒนธรรมและสังคมส่งหญิงไทยเดินหน้าลิ่วๆ ในทางเศรษฐกิจไร้ข้อกีดกัน

ประชากรหญิงในไทยไร้ข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงออกนอกบ้าน ทำการเกษตร ขึ้นและขับรถลงเรือไปเหนือล่องใต้ ไปธนาคาร ไปทำการค้า ฯลฯ เป็นผู้ดูแลจับต้องเงินตรา ขนาดบทบาทแม่ชีที่ว่าเป็นรองทางศาสนา ทว่า ในฐานะบุคลากรของวัด แม่ชีจับต้องเงินทองได้

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 บทบาททางธุรกิจของหญิงไทยยิ่งรุดหน้า ไม่ว่าการเมืองการปกครองจะลุ่มๆ ดอนๆ ประชาธิปไตยจะเต็มใบหรือครึ่งใบ หรือเสี้ยวใบหรือไม่มีเลย เพราะปฏิวัติรัฐประหารบ่อยครั้งเหลือเกินในรอบ 83 ปีของประชาธิปไตยไทย ซึ่งหากจะมีผู้หญิงได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีทหารระดับบิ๊กๆ เช่น ขณะนี้ล้วนมีการศึกษามีอาชีพสายงานธุรกิจมาตลอดรวมทั้งอยู่ในครอบครัวนักธุรกิจ ได้แก่ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร (“บิ๊กน้อง”) รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งขณะนี้มีผลงานทำรายได้สูงลิ่ว ผู้ซึ่งสื่อมวลชนมอบฉายาให้ว่า “เจ้าแม่โตชิบา” อยู่ยงคงกระพัน ครม.ประยุทธ์ 1 และ 2 นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.กระทรวงพาณิชย์ ในครม.ประยุทธ์ 1 ซึ่งถึงอย่างไร ก็นับว่าต่างจาก ครม.ชุดนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกฯ เพราะทั้งนายกฯ และ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม มาด้วยบารมีของครอบครัวเพียวๆ ส่วนตำแหน่ง ”บิ๊ก” รมว.กระทรวงกลาโหมที่นายกฯควบเสียเอง นัยว่ามีภารกิจอื่นเพื่อพี่ที่ต้องทำ ไม่ใช่เพื่องานของกลาโหม

เนื้อที่หมดเสียแล้ว ขอปิดท้ายด้วยสิ่งน่าสนใจจากดัชนีของมาสเตอร์การ์ด คือ หญิงฟิลิปปินส์โดดเด่นด้านการเมืองที่สุด อัตราส่วนนักการเมืองหญิงและชายพุ่งจาก 18.2 ในปี 2007 มาเป็น 37.3 ในปี 2015

ซึ่งก็ช่างบังเอิญอะไรอย่างนั้นหนอ โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่พบแต่รัฐประหารในสองชั่วคนที่ผ่านมา

ฟิลิปปินส์ นับจากสมัยนางคอราซอน อาคิโน เป็นประธานาธิบดี แม้จะมีปัญหาความไม่สงบในมินดาเนา มีนายพลฟิเดล รามอส คุมสถาบันทหาร นับตั้งแต่ พ.ศ.2530 จนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 28 ปี ฟิลิปปินส์ไม่มีรัฐประหารเลย