ร่างพรบ.พัฒนารัฐวิสาหกิจ

ร่างพรบ.พัฒนารัฐวิสาหกิจ

การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างพ.ร.บ.การพัฒนากำกับดูแล และบริหารรัฐวิสาหกิจ

 พ.ศ... หลายครั้งที่ผ่านมา ประเด็นหลักที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตัวแทนจากพนักงานรัฐวิสาหกิจ มักหยิบยกขึ้นมาซักถามคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในฐานะผู้ยกร่างกฎหมายมากที่สุด คือ “การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ”

เพราะเข้าใจว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อมุ่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือมีส่วนทำให้การแปรรูปรัฐวิสาหกิจทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากในกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้มีการตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูเปอร์โฮลดิ้งขึ้นมา เพื่อรับโอนหุ้น 12 รัฐวิสาหกิจจากกระทรวงการคลัง พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจเหล่านี้แทนกระทรวงต้นสังกัด

ทุกครั้งกรรมการในคนร.ได้ชี้แจงว่า การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการแปรรูป และกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีเจตนาทำให้ 12 องค์กรหลุดพ้นจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ แม้ว่าจะมีการรับโอนหุ้นมาจากกระทรวงการคลัง แต่บรรษัทฯ หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง ไม่ได้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้น จนกระทบกับฐานะความเป็นรัฐวิสาหกิจ เรื่องนี้ได้กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 52 ของกฎหมาย

เมื่อเปิดดูร่างพ.ร.บ.การพัฒนารัฐวิสาหกิจ หมวด3 ส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับโอนหุ้นของรัฐวิสาหกิจ พบว่าผู้ยกร่างกฎหมายได้กำหนดเรื่องการถือหุ้นของบรรษัทไว้ชัดเจน โดยได้ระบุให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำการถือหุ้นของบรรษัทในรัฐวิสาหกิจ

พร้อมได้กำหนดข้อห้ามลดสัดส่วนการถือหุ้นไว้ใน มาตรา 52 ด้วย ว่า “ห้ามมิให้บรรษัทลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจที่บรรษัทถือหุ้น จนต่ำกว่าสัดส่วนที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ หรือพ้นจากสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี”

นอกจากนี้ยังกำหนดไว้อีกว่า “การลดสัดส่วนการถือหุ้นจนพ้นจากสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจโดยความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ ได้แบ่งแยกทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์ต่างๆที่รัฐวิสาหกิจมีอยู่ หรือจะได้รับในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจ และโอนทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หรือประโยชน์ดังกล่าวให้กับกระทรวงการคลังจนครบถ้วนแล้ว”

บางส่วนของกฎหมายยังช่วยปิดความกังวลเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล หรือนำข้อมูลของรัฐวิสาหกิจไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ เนื่องจากในบรรษัท 12 รัฐวิสาหกิจที่ต้องมาอยู่ภายใต้การกำกับของบรรษัท มี 5แห่งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ทั้ง ปตท. การบินไทย อสมท.ทอท.และธนาคารกรุงไทย ข้อมูลของกิจการเหล่านี้ย่อมมีผลต่อราคาหลักทรัพย์ และมีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

หากผู้ที่ทำงาน หรือช่วยเหลืองานในบรรษัท นำข้อมูลของกิจการของบรรษัท รัฐวิสาหกิจ หรือหลักทรัพย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไปเปิดเผยเพื่อแสวงหาประโยชน์ทั้งให้ตนเอง หรือผู้อื่น ตามกฎหมายให้สันนิษฐานว่า มีเจตนาทุจริต ต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 เท่าของประโยชน์ที่ได้พึงได้รับ โดยค่าปรับดังกล่าวจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท หรือมีโทษทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากบทบัญญัติที่ได้กำหนดไว้ในร่างพ.ร.บ.การพัฒนารัฐวิสาหกิจฯ แล้ว ทางคณะผู้ร่างกฎหมาย ยังอาจจะมีการพิจารณาเพิ่มเติมข้อความในบทนำของกฎหมาย ให้ข้อความที่ระบุว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีเจตนาในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พร้อมทั้งจะมีการเชิญผู้แทนพนักงานรัฐวิสาหกิจมาหารือเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์ ก่อนจะนำเสนอให้คนร.และครม.พิจารณา เพื่อเสนอต่อกฤษฎีกา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อคลายข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจ ของบรรษัทในการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้น หรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

...............................

วรินทร์ ตริโน