ยุ่งถึงในมุ้ง! จีนเลิกนโยบายลูกคนเดียว - ให้มีลูกสอง

ยุ่งถึงในมุ้ง! จีนเลิกนโยบายลูกคนเดียว - ให้มีลูกสอง

เป็นทางการแล้วครับ เริ่มวันที่ 1 มกราคม ปี 2559 นี้จีนยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวทั่วประเทศ

 ยอมให้มีลูกสองคนได้ เหตุผลทางการคือเพื่อ เพิ่มแหล่งแรงงานและลดแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรสูงวัย

และออกกติกาใหม่ ให้ทุกครอบครัวมีลูกสองคนแทน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีใหม่นี้เลย ถือว่าเป็นการเปลี่ยนนโยบายกับฉับพลันทันกาลทีเดียว

ภายใต้กฎใหม่นี้ สามีภรรยาที่มีลูกสองคนตามนโยบายใหม่จะมีสิทธิ์ลางานได้ยาวขึ้น

เปลี่ยนจากลูกหนึ่งเป็นลูกสองเพราะอะไร? เป้าหมายหลักคือการแก้ปัญหา สังคมคนชรา ที่จะเป็นภาระต่องบประมาณหนักขึ้น

มองไปข้างหน้า ผู้นำจีนเห็นว่าถ้าคนเกิดใหม่น้อยไป ก็ไม่สามารถผลักดันเศรษฐกิจให้โตได้ตามเป้าหมาย

สิ้นปี 2014 คนจีนวัยเกิน 60 มีทั้งหมด 212 ล้านคนหรือ 15.5% ของประชากรทั้งหมด และในจำนวนนี้ประมาณ 40 ล้านคนพิการ

ผู้นำจีนมองนโยบายใหม่ว่าจะช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่าที่เป็นอยู่

นโยบายลูกคนเดียวเป็นนโยบายของอดีตผู้นำเติ้งเสี่ยวผิงเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ตอนนั้นเหตุผลคือ “ต้องไม่ให้การเพิ่มของประชากรกลืนกินผลประโยชน์ที่เกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

เวลาผ่านไป ปัจจัยเปลี่ยน นโยบายก็ต้องปรับ

ความจริงเรื่องยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวเริ่มส่ออาการให้เห็นมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีการผ่อนปรนสำหรับครอบครัวในชนบท ที่ต้องการแรงงานมากกว่าในเมือง และบางครอบครัวที่สามีหรือภรรยาเป็นลูกคนเดียว

แต่การประกาศยกเลิกนโยบายทั้งหมดอย่างโจ่งแจ้งอย่างนี้ สะท้อนว่าผู้นำจีนวันนี้ต้องยอมรับว่าหมดเวลา สำหรับแนวทางเดิมที่เป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด

ผลทางลบของนโยบายลูกคนเดียวทำให้เกิดกรณีการบังคับทำแท้ง, การเลี้ยงลูกคนเดียวแบบเอาอกเอาใจเกิดเหตุ, และทำให้สัดส่วนชายหญิงบูดเบี้ยวหนักหน่วงขึ้นไปอีก

ครอบครัวที่ถูกจับได้ว่าแอบมีลูกมากกว่าหนึ่งคนก็ถูกปรับแรง ต้องหลบลี้หนีเจ้าหน้าที่กันจ้าละหวั่น

ในหลายกรณี เมื่อแม่รู้ว่าลูกเป็นเพศหญิง ถึงกับทำแท้งเพื่อรอให้มีลูกชายก่อนก็มี

แต่แม้จะปรับเปลี่ยนนโยบายแล้ว นักวิเคราะห์ก็ไม่เชื่อว่าจะเกิดปรากฏการณ์ เบบี้บูม อันหมายถึงสามีภรรยาจีนจะพากันผลิตลูกออกมาอย่างคึกคัก

เพราะวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมากแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการมีลูกเป็นภาระทางเศรษฐกิจในสังคมจีน ที่มีการแข่งขันทุกด้านอย่างรุนแรงมากขึ้นทุกวัน

     อีกทั้งต้องไม่ลืมว่ากว่านโยบายนี้จะก่อให้เกิดผลที่จับต้องได้ก็ต้องอีกกว่า 10 ปีขึ้นไป

จีนกลัวจะเจอปัญหาอย่างญี่ปุ่นที่กลายเป็น “สังคมคนชรา” อย่างเต็มตัว เป็นปัญหาหนักหน่วงที่หลายประเทศ (รวมทั้งไทยเราเอง) กำลังเผชิญอยู่

คนเกิดน้อยลง คนวัยทำงานหดตัวต่อเนื่อง คนสูงวัยตายช้าลง เกิดสภาพคนกลุ่มน้อยทำงานเพื่อเลี้ยงดูคนแก่ เป็นภาระทางงบประมาณที่หนักหน่วง

ผมเห็นแผน 5 ปีฉบับที่ 13 ที่เพิ่งคลอดและจะเริ่มมีผลทางปฏิบัติในปีหน้า ก็พอจะเห็นภาพว่าผู้นำจีนเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจและสังคมมาก ถึงขั้นที่จะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายว่าด้วยจำนวนประชากร

เพราะในแผนนี้กำหนดให้มีการ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เป็นเรื่องใหญ่ โดยเน้นที่การเติบใหญ่ทางผลผลิตมวลรวมให้อยู่ในระดับ “ปานกลาง” คือไม่เน้นอัตราโตแต่ต้องการให้เป็นการโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ที่เคยโตปีละ 7% นั้นในแผนห้าปีฉบับใหม่ต้องการเพียง 6.5% ก็น่าจะพอแล้ว

แต่จีนจะทำได้ตามที่วางแผนหรือไม่คงไม่ใช่เฉพาะเพียงการยกเลิกนโยบาย “ลูกคนเดียว” หากแต่ต้องทำอะไรที่สำคัญกว่านั้น คือการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน, การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่กล้าคิดกล้าทำเรื่องนวัตกรรม ซึ่งหมายความว่าจะต้องเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็น ที่กว้างขวางและเสรีมากกว่าที่เป็นอยู่

คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้ต้องการมีลูกมากกว่าหนึ่งคน เท่ากับที่จะมีเสรีภาพที่จะตัดสินใจเองว่าจะมีลูกกี่คนก็ได้

และนี่คือความท้าทายสำหรับผู้นำจีนรุ่นสีจิ้นผิง และคนที่จะรับช่วงต่อไปจากนี้อีก 7 ปี

เพราะกว่าเด็กที่เกิดวันนี้ภายใต้นโยบายใหม่ จะโตขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญของสังคมจีน ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปีจากนี้ไป