Hate Speech กับสังคมไทย

Hate Speech กับสังคมไทย

สังคมไทยมีความเข้าใจว่า Hate Speech หมายถึงคำพูดที่ใช้กันรุนแรงในโลกออนไลน์ เช่น ด่าทอ ดูถูก และท้าทาย

อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีความหมายกว้างขวางกว่านั้นมาก

Hate Speech มีมานานก่อนโลกไซเบอร์จะเกิดด้วยซ้ำ เพราะหมายความถึงคำพูดใดๆ ซึ่งกล่าวหาโจมตีด่าว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ไม่ว่าจะอยู่บนพื้นฐานของเพศ ศาสนา เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ดั้งเดิม ความพิการหรือรสนิยมทางเพศ

เดาว่ามนุษย์ใช้คำพูดเหล่านี้มานานกว่า 150,000 ปีของยุคสมัยใหม่ แต่มนุษย์สมัยไหนชาติไหนก็ไม่ต่างกันในสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด โลภะ โทสะ โมหะ ความเอนเอียงไปทางไม่ชอบคนที่แตกต่างจากกลุ่มตนเอง ไม่ว่าในมิติใดๆ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันออกไป

มนุษย์ฆ่าฟันกันมาตลอดในประวัติศาสตร์ ก็เพราะเห็น “ความไม่เหมือนตนเอง” ของผู้อื่น นอกจากสัญชาตญาณที่ไม่ชอบสิ่งที่ต่างไปจากตนเองแล้ว มันยังเป็นสิ่งคุกคามความอยู่รอด หรือความกินดีอยู่ดีของตนเอง หรือกลุ่มอื่นๆ ด้วยหน้าตา ชาติพันธุ์ ศาสนา เพศ ความเชื่อ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่าง

สมัยอยู่ในถ้ำเมื่อ 50,000-60,000 ปีก่อนของมนุษย์ Hate Speech ก็มีให้เห็นในรูปของภาพเขียน และในการแสดงออกที่เป็นรูปธรรมของ Hate Speech ก็คือการฆ่าฟัน

ในยุคไซเบอร์ Hate Speech เกลื่อนไปหมด เพราะสามารถแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตนเองในเรื่อง “ความไม่เหมือนตนเอง” ได้สะดวก ง่ายดาย ต้นทุนต่ำ ไม่เขินอาย ไม่เกรงใจ และไม่เกรงกลัว เพราะไม่เห็นหน้ากัน

Hate Speech ในระดับโลกที่ดาษดื่นที่สุด คือเรื่องการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังชนกลุ่มน้อยที่มีชาติพันธุ์ดั้งเดิม หรือศาสนาแตกต่างจากตนเอง คำพูดซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า racist เหล่านี้ มีผลเสียต่อคนที่ถูกกระทำเพราะวาทกรรมมีผลกระทบต่อความรู้สึก ทำให้รู้สึกต่ำต้อย เช่นเดียวกับที่คนถูกด่าทอว่าโง่ ยากจนเป็นเวลายาวนาน

ในประเทศต่างๆ Hate Speech ผิดกฎหมายในดีกรีที่แตกต่างกันออกไป เหตุผลของการมีกฎหมายในเรื่อง Hate Speech แบ่งได้ออกเป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ (Public Order) และเพื่อปกป้องศักดิศรีแห่งความเป็นมนุษย์ (Protect Human Dignity) ของทุกคนในสังคมอย่างเสมอหน้ากัน

สิงคโปร์มีกฎหมายหลายฉบับที่ห้ามคำพูด ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม การยุยงส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง หรือความรู้สึกไม่ดีระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ และศาสนา มีโทษอาญา

ในยุโรปซึ่งแต่ละประเทศประกอบด้วยประชาชนหลากหลายเผ่าพันธุ์ (ไม่มีประเทศใดในโลกที่ประกอบด้วยชาติพันธุ์เดียว ตนเองหรือบรรพบุรุษล้วนแต่เป็นคนอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศทั้งสิ้น เพียงแต่ใครมาถึงก่อนกันเท่านั้นเอง) การควบคุม Hate Speech จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการสร้างความสงบเรียบร้อย

ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียแค่การเดินไปและชี้หน้าบอกว่า เอ็งเป็นไอ้มืดแค่นั้นก็สามารถติดคุกได้แล้วเพราะเข้าข่าย Hate Speech ยิ่งถ้าพูดในสาธารณะ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกานั้นถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 1789 ระบุไว้ว่าห้ามสภาผู้แทนราษฎรออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น การนับถือศาสนา เสรีภาพในการชุมนุม หรือสิทธิในการยื่นคำเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่ก็ไม่ยอมให้ไปไกลถึงการทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นมาได้

เมื่อถือได้ว่า Hate Speech เป็นสิ่งน่ารังเกียจในระดับมหาภาคอย่างเป็นสากลในปัจจุบัน ดังนั้นในระดับย่อย การด่าทอ ดูหมิ่น กล่าวหา เหยียดหยาม ระหว่างบุคคลในโลกไซเบอร์ของทุกประเทศจึงเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และผิดกฎหมายในหลายประเทศ (เฉพาะที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไอที) เนื่องจากเป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สร้างความแตกแยกและความสามัคคี

ในบ้านเราโลกไซเบอร์ของบางกลุ่มเต็มไปด้วย Hate Speech มีการด่าทอกันรุนแรงถึงพ่อถึงแม่และหยาบคาย บ่อยครั้งนำไปสู่ความรุนแรงในเวลาต่อมาโดยยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเอาผิดกับผู้กระทำ

สาเหตุของการแพร่กระจายของ Hate Speech ในโลกไซเบอร์ของบ้านเราอาจมาจากความคึกคะนอง ความใจร้อนของวัยรุ่น ความสามารถในการอดกลั้นต่ำ การสามารถใช้นามแฝงในเฟซบุ๊คจนทำให้ไม่รู้ตัวตนจริง การไร้การบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อมนุษย์พบหน้ากันรู้ว่า ใครเป็นใคร การด่าทอรุนแรงมีโอกาสเกิดได้น้อยกว่าในกรณีของการไม่เห็นหน้ากัน ไม่รู้จักตัวตนจริงของกันและกัน และเมื่อบวกเอาความสะดวก การสามารถตอบโต้ไปกลับได้อย่างรวดเร็วแล้ว เป็นธรรมดาที่จะเห็นสภาพการณ์ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อีกรูปลักษณ์หนึ่งของ Hate Speech ในบ้านเรา ก็คือการให้ฉายาเรียกคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นไอ้เป๋ ไอ้ใบ้ ไอ้บอด เราเห็นการเรียกอยู่บ่อยๆ ในหมู่เพื่อนและรายการตลกในโทรทัศน์ การล้อเลียนความพิการก็เป็น Hate Speech ในอีกรูปลักษณ์หนึ่งที่ต้องช่วยกันทำให้หายไป

ความเกลียดบ่มเพาะให้เกิดความเกลียดกันมากยิ่งขึ้นอันนำไปสู่การทำลายล้าง ในขณะที่ความรักปรารถนาดีต่อกัน มีแต่จะส่งเสริมให้เกิดความงดงามในโลก