ข้อมูลใครที่ควรระวัง?

ข้อมูลใครที่ควรระวัง?

ช่วงนี้มีการกล่าวหาจากฝ่าย “ทวงคืน” ว่าข้าราชการกระทรวงพลังงานให้ข้อมูลเท็จกับรัฐมนตรี ทำให้ท่านไม่สนอง

ต่อข้อเรียกร้องของพวกเขา สมควรปลด และให้ปลดบอร์ด ปตท.ด้วย ที่ไล่ฟ้องร้องภาคประชาชน

ความจริงที่มีการฟ้องร้องกัน ก็เพราะฝ่ายจำเลยรณรงค์ด้วยข้อมูลที่บิดเบือน แต่โดนใจด้วยประชานิยม โดยดิสเครดิตทำให้มีความเกลียดชังต่อผู้ที่ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง จนมีการฟ้องร้องบุคคลจำนวนหนึ่งที่มาจากหลายๆ ฝ่าย

หลายคดีมีการไกล่เกลี่ยตามกระบวนการของศาล ซึ่งจะตกลงกันได้ก็ต่อเมื่อยินยอมพร้อมใจทั้ง 2 ฝ่าย จะบังคับกันไม่ได้ อีกทั้งหากไม่มีเงินจ้างทนาย จำเลยสามารถขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความได้

กรณีที่ไกล่เกลี่ยสำเร็จจะมีการถอนฟ้อง โดยฝ่ายจำเลยจะโพสต์ข้อความยอมรับผิด-ขออภัย-แสดงความเสียใจมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงในการแพ้ที่ฝ่ายจำเลยประเมิน หรือความต้องการของฝ่ายโจทก์ที่จะให้สังคมได้ฉุกคิดโดยเร็ว ก่อนที่จะเชื่อข้อมูลที่ออกมามากมายจนเป็นกระแสในสังคมออนไลน์

มีบางคดีศาลไม่รับฟ้อง เช่นอาจวินิจฉัยว่า จำเลยวิจารณ์โดยสุจริต ซึ่งมิได้แปลว่าศาลยืนยันความถูกต้องของข้อมูลนั้น หลายคดีที่ศาลรับฟ้องยังอยู่ในช่วงการพิจารณา แต่มี 2 คดีที่ศาลตัดสินแล้ว ซึ่งจะเล่าถึงในวันนี้ เพื่อให้สังคมจะได้ระมัดระวังต่อไป

คดีแรกนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ยื่นฟ้องนายศรัลย์ ธนากรภักดี เจ้าของ facebook ทวงคืนพลังงานไทยและอื่นๆ (คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1026/2557 ฟ้องร้องตั้งแต่ก่อนมาดำรงตำแหน่งกรรมการ ปตท.) ศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปีลดเหลือ 9 เดือนไม่รอลงอาญา

1. จำเลยมีความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14(1)(5) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากเอกสารอ้างอิงของจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ การเบิกความของพยาน อาทิ นายปานเทพ พญ.กมลพรรณ ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ก็เป็นแต่ความเห็นไม่มีหลักฐานอ้างอิง ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงเลื่อนลอย ไม่สมเหตุผล และไม่มีน้ำหนัก ประกอบกับข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เคยถูกดำเนินคดี หรือมีความประพฤติไม่ชอบหรือทุจริตต่อหน้าที่แต่อย่างใด

2. จำเลยหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามมาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา เพราะข้อความที่โพสต์มุ่งประสงค์ให้ร้ายทำลายชื่อเสียงของโจทก์ โดยจำเลย ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับสูง และประกอบอาชีพเป็นถึงวิศวกร ควรจะพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดเสียก่อน จึงไม่ใช่การแสดงความเห็นโดยสุจริต

อีกคดีกระทรวงพลังงานฟ้อง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เจ้าของ facebook “คุยกับหม่อมกร” คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.5418/2556 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ศาลพิพากษาจำคุกจำเลย 1 ปีโดยรอลงอาญา 2 ปี 

1. จำเลยมีความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14(1) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

มีการตัดต่อข้อความบางส่วนของเอกสาร 2 ชุดเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันดีเซลไปประเทศลาว และเลือกเฉพาะบางส่วนของเอกสารแต่ละชุดมารวมกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเลขมูลค่าการส่งออกน้ำมันดีเซลจำนวน 805,229.59 บาท เป็นตัวเลขมูลค่าการส่งออกในปริมาณ 42,000 ลิตร ตกลิตรละ 19.17 บาท

แต่แท้จริงแล้วมูลค่าดังกล่าว เป็นการส่งออกน้ำมันเพียง 38,000 ลิตร ซึ่งก็มีคุณภาพต่ำกว่าที่ขายในประเทศไทยด้วยเฉลี่ยลิตรละ 21.19 บาท ราคาส่งออกจริงสูงกว่าที่กล่าวอ้างกว่า 2 บาท/ลิตร

ราคาน้ำมันดีเซลที่ขายในประเทศไทย จึงไม่ได้แพงกว่าขายให้ต่างชาติ 2.32 บาท/ลิตร ไม่ได้มีการ “บวกค่าใช้จ่ายเทียมเพิ่มอีก 2 บาทกว่า” บนราคาตลาดโลก ตามที่จำเลยโพสต์ข้อมูลพิพาทใน facebook “คุยกับหม่อมกร” จึงเป็นข้อมูลเท็จ

2. จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา มาตรา 326 และ 328 ประมวลกฎหมายอาญา การโพสต์ข้อความของจำเลยกระทำโดยมีเจตนาไม่สุจริตเป็นการใส่ความ เพื่อให้ประชาชนเกลียดชังภาครัฐ ทั้งที่จำเลยเป็นบุคคลที่มีการศึกษา (วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต) และเป็นอนุกรรมการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ที่มีสิทธิจะเรียกเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพลังงานไปชี้แจง ให้ข้อเท็จจริงประจักษ์ แต่จำเลยก็หาได้กระทำไม่

ศาลยังวินิจฉัยด้วยว่า หากข้อความที่จำเลยเผยแพร่เป็นจริง จำเลยก็สามารถร้องเรียนข้าราชการกระทรวงพลังงาน ต่อ ปปช. หรือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานให้ดำเนินคดีได้ทันที แต่จำเลยก็หาได้ดำเนินการไม่

นอกจากนี้ มีการอ้างอิงในข้อมูลที่พิพาทใน Facebook “คุยกับหม่อมกร” ว่า “ผ่านการพิจารณาและอนุมัติให้เผยแพร่ จากคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภาแล้ว”แปลว่า สังคมจึงควรระมัดระวังข้อมูล และข้อสรุปจากหน่วยงานดังกล่าวด้วย ใช่หรือไม่?

แม้จะยังมีการอุทธรณ์ แต่อย่างน้อยสาธารณชนพึงสังวรณ์กับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และไม่สร้างแรงกดดันอันไม่สมควร ต่อรัฐมนตรีพลังงานและรัฐบาลในการดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ของชาติต่อไป