จับตาวัฏจักรดอกเบี้ยขาขี้น

จับตาวัฏจักรดอกเบี้ยขาขี้น

97% ของผลสำรวจล่าสุด ของหนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัลด์

 เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะทำการขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ในวันที่15-16 ธ.ค.นี้ค่อนข้างแน่นอน โดยมีเพียง 3% ที่คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า หลังจากตลอด 1 ปีที่ผ่านมาการรีๆ รอๆ ของเฟดได้ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ จนทำให้เกิดความผันผวนที่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐถึงกับต้องขอความมั่นใจจากเฟด โดยเฉพาะนางเจนเน็ต เยลเลน ประธานเฟดที่จะไม่เลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยต่อไป ทั้งนี้เป็นที่คาดการณ์ว่าเฟดน่าจะปรับดอกเบี้ยระยะสั้นหรือเฟดฟันด์เรทอีก 0.25% เป็น 0.5% ถึงแม้ว่าจะยังมีสุ้มเสียงในกลุ่มนักการเงิน และนักลงทุนในตลาดหุ้น เห็นว่าควรให้มีการชะลอขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ในทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐจะกลับมาเป็นขาขึ้นหรือไม่ หลังจากที่อยู่ในระดับต่ำใกล้ 0% มานานเกือบ 8 ปีนับตั้งแต่เกิดวิกฤติซับไพร์มและการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส นับตั้งแต่ปี 2008 นั้น บรรดาโบรกเกอร์ขาใหญ่ในสหรัฐยังคงประเมินว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐจะยังคงมีทิศทางขาขี้น โดยโกลด์แมน แซคส์ ทำนายว่าจะขยับขึ้นไปที่ระดัล 2,100 ในปี 2016 ส่วนมอร์แกน แสตนเลย์ คาดขึ้นไปที่ 2,175 ขณะที่เจพี มอร์แกน ธนาคารใหญ่ที่สุดของสหรัฐฟันธงว่าจะขึ้นไปที่ 2,200 หรือเพิ่มขึ้นถึง 5% ทีเดียว จากปัจจุบันอยู่ที่ 2,052 โดยอาจจะมีแรงฉุดจากการดิ่งลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงถึง 60% อาจจะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ดิ่งลงอีก หลังจากที่ดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงลงมาต่ำสุดในรอบ 17 ปีตั้งแต่เดือนก.ย.ที่ผ่านมา

แน่นอนว่า การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเมื่อเกิดขึ้น ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น โดยมีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าดอกเบี้ยสหรัฐอาจจะปรับขึ้นถึงระดับ 1.80-2.0% ในปี 1-2 ปีข้านหน้านี้ และถัดจากปี 2017 ไปแล้วจะกลับขึ้นสู่ดอกเบี้ยแพงอย่างแท้จริงที่ 2.50% โดยทิศทางที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นขาขึ้นนี้ก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทยด้วย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในเศรษฐกิจโลกจะแพงขึ้น ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นตามไปด้วย และอาจมีผลต่อกำลังซื้อของประชาชน และมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้จะเกิดการไหลกลับของเงินทุนต่างประเทศจากประเทศตลาดเกิดใหม่ กลับเข้าสหรัฐ จะส่งผลต่อราคาหุ้นและบอนด์ที่อ่อนตัวลง ที่สำคัญคือกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ทั้งต่อภาคธุรกิจที่มีโอกาสผิดนัดขำระหนี้ได้มากขึ้น รวมถึงภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยเมื่อตันเดือน ธ.ค. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และ คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ของธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการประขุมร่วมกัน มีข้อสรุปว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและไทยที่ช้ากว่าคาด ส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตร และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี แต่ก็ยังถือว่าฐานะการเงินของภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งจากเงินกองทุนและการกันสำรองที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยรองรับความเสี่ยงจากการด้อยลงของคุณภาพสินทรัพย์ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะมีส่วนช่วยภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบได้บ้าง และหากโครงการลงทุนขนาดใหญ่สามารถดาเนินการได้ตามกำหนดจะมีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

แต่สำหรับความไม่แน่นอนของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดนั้น อาจส่งผลต่อความผันผวนในตลาดการเงิน รวมทั้งทิศทางของค่าเงินบาท แต่เสถียรภาพภาคต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี และสามารถรองรับความผันผวนที่เพิ่มขึ้นได้ โดยไทยจะยังมีฐานะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจนถึงปลายปีนี้ถึง 26,000 ล้านดอลลาร์ ประกอบกับหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศของภาคธุรกิจส่วนใหญ่เป็นหนี้ของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งมีรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศ และมีการใช้เครื่องมือทางการเงินในการป้องกันความเสี่ยงในเกณฑ์ดี โดยถึงแม้ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่สูงขึ้น แต่หากในระยะต่อไปเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ก็อาจส่งผลทำให้ภาคเอกชนบางกลุ่ม เช่น ครัวเรือนภาคเกษตร และกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งมีความเปราะบางอยู่แล้วได้รับผลกระทบมากขึ้น จึงต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับปัญหาในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในปี 2016