หลายธุรกิจหลายกลุ่มคงตั้งหน้า ตั้งตา รอความหวังกับการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2559
วันก่อนในงาน “Thailand Economic Outlook 2016 โอกาส ความเสี่ยง อนาคตเศรษฐกิจไทย” ฟัง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่ายยาวถึงการทำงานของทีมเศรษฐกิจ ช่วงที่ผ่านมาเกือบๆ 3 เดือน ช่วยหยุดยั้งการทรุดตัวของเศรษฐกิจ สินค้าเกษตรตกต่ำ ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กลับมา บอกว่า ได้ออกมาตรการใหญ่ๆ มาหลายชุดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้เม็ดเงินงบประมาณจริงๆ 6 หมื่นล้าน
“พูดจาขึงขัง” พวกที่ชอบออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นนโยบายประชานิยม ทำให้เสียการคลัง มันไม่ถูกต้อง การวิจารณ์อย่างนั้น“ไม่ถูกต้อง ไม่มีตรรกะ” การใช้เม็ดเงินงบประมาณจำนวนนี้ สามารถทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบถึง 5 แสนล้านบาท หากมีการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ 2 รอบ ก็จะมีเม็ดเงินในเศรษฐกิจมาก
ที่ผ่านมา ปล่อยปละละเลย โดยเฉพาะโครงสร้างเศรษฐกิจที่เสื่อมโทรมลง ไม่เข้มแข็งเหมือนอดีต เหมือนคนป่วยที่ไปยืนฝ่าลมหนาวในภาวะที่ไม่แข็งแรง เมื่อเผชิญกับการเมืองที่ไม่สงบ หลายๆ อย่างก็ย่ำแย่ เมื่อการเมืองสงบมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจเริ่มดี แต่จะดีมากเพียงแค่ไหน ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วดีขึ้นได้ ไม่ใช่รอการส่งออกฟื้น หรือนั่งคิดว่า จะลงทุนเท่าไหร่
"เมื่อ 10 ปีก่อนมาเป็นรัฐบาลก็พูดเรื่องขายข้าว ขายยาง 10 ปีต่อมาก็ยังขายข้าว ขายยาง สุดท้ายขายหน้าจริงๆ อายลูกอายหลานจริงๆ”
เชื่อเถอะท่านอีก 20 ปี ก็ยังต้องขายข้าว ขายยาง เพราะบ้านเราเป็นเมืองเกษตรกรรม ยังไงก็ต้องขาย
บอกว่า วันนี้เศรษฐกิจกำลังถดถอย จำเป็นต้องสร้างการลงทุนใหม่ ทำให้พัฒนาไปข้างหน้า ถ้าไม่มีการลงทุนใหม่ เศรษฐกิจไปต่อไม่ได้ หวังการลงทุนจากรัฐอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นหน้าที่่ของทุกคนช่วยกัน ไม่ลงทุนไม่สามารถต่อยอดการผลิตสินค้าที่ดีได้
รองนายกฯสมคิด มั่นใจเหลือเกินว่า ปีหน้าเป็น “ปีแห่งการลงทุน” รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมเอื้อต่อการลงทุนไว้แล้ว ยังมีความมั่นอกมั่นใจว่า ครึ่งแรกปี 2559 รถไฟฟ้าทุกสายต้องพร้อมที่จะประกวดราคา ส่วนครึ่งปีหลังการลงทุนขนาดใหญ่เริ่มดำเนินโครงการได้ ฉะนั้นเอกชนถึงเวลาแล้วที่ต้องลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าเสียที
ความหวังของหัวหน้าทีมอย่างรองนายกฯสมคิด ก็ต้องคาดหวังไว้สูง อยากให้ทุกอย่างเดินไปตามกรอบเวลาที่วางไว้
จริงๆ ถ้าถามเอกชนเวลานี้ ใครๆ ก็อยากลงทุน ใครๆ ก็อยากให้ธุรกิจทำแล้วมีกำไร เช่นเดียวกับพนักงานใครๆ ก็อยากมีเงินเดือนสูงๆ ใครๆ ก็อยากมีโบนัส ถ้าทุกอย่างเดินไปอย่างคู่ขนานไม่มีอะไรมาสะดุดหยุดรั้ง ก็เชื่อว่าจะไปได้ดี
แต่สิ่งที่เป็นอยู่วันนี้ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ดูเหมือนยังต้องเร่งสปีดอยู่พอสมควร แต่ที่สปีดไม่ได้ดั่งใจมีการพูดกันมากว่าขั้นตอนของอีไอเอ ดูเหมือนจะยังมีอาการแบบใช้เวลาพิจารณานาน
ว่ากันว่าเมื่อก่อนขั้นตอนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ แต่ละโครงการใช้เวลา“2 ปี” ตอนนี้เริ่มปรับกระบวนการของผู้ชำนาญการไปบ้างแล้ว
แต่เหตุผลความล่าช้าที่บ่นกันมากๆ พูดกันถึงขั้นว่า“ถามคำถามในประเด็นที่ไม่ควรถาม ข้อมูลที่ถามบางข้อใช้เวลาเก็บเป็นปี เป็นเหตุให้โครงการล่าช้า มักถามคำถามไม่เกี่ยวกับโครงการแต่อยากรู้ในเชิงวิศวกรรม” สิ่งเหล่านี้รองนายกฯสมคิดรู้หรือยัง
ฉะนั้นหากขั้นตอนอีไอเอ เจาะให้ตรงประเด็นจริงๆ ก็น่าจะช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น การลงทุนก็น่าจะไปได้อย่างที่รัฐบาลต้องการ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นความหวังของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
เคยมีคนพูดกันมากว่า ขั้นตอนการพิจารณาโครงการมันล่าช้าเพราะสศช. แต่วันนี้สศช.ชัดเจนภายใน 45 วัน ต้องวิเคราะห์ทันที พร้อมความคิดเห็นเพิ่มเติมแนบท้าย ส่วนการอนุมัติเป็นขั้นตอนของครม. หากเร่งรีบไม่ดูความคิดเห็น ถ้าผิดพลาดบอกเลยตัวใครตัวมัน..






