วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

TPP กับ “เกษตรกรไทย”

หลังจากที่บทความของผมที่ชื่อว่า “ทีพีพี อินโด...นอนไม่หลับ ไทย...ส่ายไปส่ายมา” ได้ลงไปในกรุงเทพธุรกิจ

ฉบับวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของ TPP (Trans-Pacific Partnership) หรือข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก ซึ่งมีด้วยกัน 12 ประเทศ ก็ได้มีแฟนคอลัมน์ส่งคำถามมาว่า อยากจะรู้ว่า หากไทยเข้าร่วม TPP ด้วยแล้ว จะมีผลกระทบต่อ “เกษตรกรไทย” อย่างไรบ้าง?

ผมจึงอยากพาคุณผู้อ่านไปดูผลกระทบต่อเกษตรกรที่อยู่ในกลุ่มประเทศ 12 ประเทศข้างต้น ที่จะได้รับผลกระทบหลังข้อตกลง TPP มีผลใช้บังคับ ดังนี้ครับ

หนึ่ง การบังคับให้เปิดรับสินค้าการเกษตรโดยตรงจากประเทศในกลุ่ม TPP

ญี่ปุ่น ยังคงรักษาภาษีนำเข้าข้าวที่น่าจะสูงที่สุดในโลกที่ 778% ต่อไป แต่จะต้องเปิดโควตาการนำเข้าข้าว 84,700 ตัน โดยไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ทั้งสิ้น ให้แก่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย นอกจากนั้น ยังต้องลดภาษีนำเข้าเนื้อวัว ซึ่งในขณะนี้อยู่ที่ 38.5% ที่ใช้มากว่า 15 ปี ต้องลดเหลือเพียง 9% ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้สินค้าการเกษตรจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เวียดนาม และเม็กซิโก ทะลักเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นอย่างมโหฬารเป็นแน่

แคนาดา ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารนมที่รัฐบาลแคนาดาหวงแหนเป็นอย่างยิ่ง จะต้องเริ่มเปิดให้มีการนำเข้าเริ่มต้นจาก 3.25% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก

เวียดนาม ในปี 2556 เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจำนวนมาก ต้องล้มละลายจากการเปิดนำเข้าชิ้นส่วนเหลือทิ้ง ที่ไม่เป็นที่ต้องการบริโภคของคนอเมริกัน เช่น เครื่องในต่างๆ ถูกส่งเข้าไปขายในราคาต่ำกว่าราคาที่ผลิตได้ในเวียดนาม เกษตรกรเวียดนามไม่สามารถสู้ราคา จึงจำต้องเลิกกิจการไปในที่สุด คาดกันว่าหลัง TPP มีผลบังคับใช้ ประเทศสมาชิกคงต้องปรับลดภาษีนำเข้าเนื้อสัตว์ลง 15-40% ซึ่งเวียดนามยังเป็นประเทศที่มีต้นทุนการผลิตสัตว์สูง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าที่ต้องนำเข้าถึง 11 ล้านตันต่อปี คิดเป็น 70% ของอาหารสัตว์ที่ใช้ทั้งหมด และมีมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่หมูเวียดนามจะสามารถแข่งขันกับหมูนำเข้าจากประเทศสมาชิก TPP อย่างสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียได้

สอง เมื่ออเมริกาใช้มาตรการอื่นๆ มาใช้เป็น “เครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบ”

ผมคิดว่า สหรัฐอเมริกาคงจะพยายามใช้กลยุทธ์ทุกวิถีทาง เพื่อให้ตนได้เปรียบที่สุด และหนึ่งในนั้นก็คือ มาตรการด้านความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งอยู่ในบทบัญญัติของข้อตกลง TPP ที่เรียกว่า Chapter on sanitary and phytosanitary (SPS) เจ้า SPS นี้ จะเป็นตัวบทบังคับให้สินค้าที่ค้าขายทุกตัวใน TPP จะต้องมีมาตรฐานตาม SPS และจะทำให้สหรัฐอเมริกาได้เปรียบเป็นอย่างสูง เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเนื้อหาส่วนใหญ่จะมาจากมาตรฐานของอาหาร และสินค้าการเกษตรของสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว หากประเทศอื่นจะปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้มีมาตรฐานตามบทบัญญัติ ก็จะให้ต้นทุนสูงขึ้นมากจนอาจไม่สามารถแข่งขันได้ในที่สุด

ตัวอย่างของการใช้ SPS ในสหรัฐอเมริกาก็คือ ในข้อตกลงการค้าเสรีทวีปอเมริกาเหนือ NAFTA นั้น เม็กซิโกจะสามารถส่งข้าวโพดเข้าไปในสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่เสียภาษี แต่ในความเป็นจริง เมื่อเม็กซิโกจะนำเข้าข้าวโพดเข้าไปในสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าไม่สามารถนำเข้าได้ เพราะมาตรฐานใหม่ของ SPS ต้องให้ข้าวโพดมีกระบวนการอบที่มีมาตรฐานสูงขึ้นกว่าเดิม จนในที่สุดเม็กซิโกก็จำใจยกเลิกการนำเข้าไปเป็นจำนวนมาก

ในทางกลับกัน ปรากฏว่าผู้ส่งออกข้าวโพดของสหรัฐอเมริกา กลับสามารถส่งออกข้าวโพดไปยังเม็กซิโกได้โดยไม่ต้องเสียภาษี เพราะสินค้าข้าวโพดของสหรัฐอเมริกามีมาตรฐานตาม SPS ที่ได้กำหนดกันไว้ พูดกันง่ายๆ ก็คือ สหรัฐอเมริกาอาศัยข้อได้เปรียบที่ตนเป็นผู้วางแนวทางมาตรฐาน SPS ไว้ เพื่อไปสร้างข้อได้เปรียบทางการค้าอีกต่อหนึ่งนั่นเอง

สาม ความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย

ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เกี่ยวกับเกษตรกรไทยผู้เลี้ยงสุกร ทุกวันนี้ต้นทุนการผลิตพืชอาหารสัตว์ของไทยอยู่ในระดับที่สูงมาก เช่น ตัวเลขเดือนพ.ย.2558 พบว่า ข้าวโพดในอเมริกาต่อกิโลกรัม 5 บาทต้นๆ ในขณะที่ไทยตอนนี้ประมาณ 8.65 บาท ต้นทุนกากถั่วเหลืองในอเมริกาประมาณต่อกิโลกรัม 11.20 บาท ในขณะที่ไทย 17.25 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะทำให้ผู้เลี้ยงสุกรไทยจะสู้ไม่ได้ในทุกมิติ และเกษตรกรข้าวโพดไทยก็จะเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างอื่นอีกเช่นกัน เพราะไม่สามารถแข่งขันข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกาได้

จึงไม่น่าแปลกใจว่า เรามักจะเห็นภาพ กลุ่มเกษตรกรพากันออกมาคัดค้านหัวชนฝากับการเข้าร่วม TPP และสนับสนุนให้ใช้แนวทางการค้าเสรีหรือกลุ่มความร่วมมืออื่นๆ เช่น ASEAN+6 หรือ RCEP ที่เป็นความร่วมมือที่มีการเจรจามานาน และเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขัดกันทางผลประโยชน์แก่กันและกัน มากจนเกิดความเสี่ยงอย่างมหาศาลเช่นเดียวกับ TPP

จนถึงวินาทีนี้ ผมยังคงเห็นด้วยกับแนวความคิดที่ว่า “ไทย...ควรเข้าร่วม TPP” อยู่ดี เพราะหากคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติโดยรวมแล้ว การไม่เข้าร่วม อาจจะมีผลเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงต้องคำนึงถึง “ความอยู่รอดของเกษตรกรไทย” ไว้ด้วย เพราะเขาเหล่านี้แหละที่ทำให้พวกเรามี “ชาติไทย” ในวันนี้ เหมือนดั่งคำพูดของ William Howard Taft ประธานาธิบดีคนที่ 27 ของสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวถึงความสำคัญของเกษตรกรไว้ว่า “As the Republican platforms says, the welfare of the farmer is vital to that of the whole country.” แปลตามความได้ว่า “ในนามของพรรครีพับลิกัน สวัสดิการของเกษตรกรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาชนทั้งประเทศ”