วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ราคาแก๊สโซฮอล์ : มาถูกทาง แต่ยังไม่ถึงเป้าหมาย

ปัจจุบันรัฐบาลส่งเสริมการผลิตน้ำมันจากพืช โดยกำหนดราคาสำหรับผู้ผลิตในระดับที่คุ้มกับต้นทุนการผลิต

ในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันปิโตรเลียมในตลาดโลกอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ปรากฏว่ารัฐบาลได้กำหนดราคาสำหรับผู้ผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล ไว้สูงกว่าราคาน้ำมันปิโตรเลียมที่ขายหน้าโรงกลั่นค่อนข้างมาก

เช่น ในวันที่ 21 ตุลาคมปีนี้ ผู้ผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล หรือแป้งมันสำปะหลังได้รับราคาสูงถึงลิตรละกว่า 26 บาท แต่ราคาเบนซินที่ขายหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ประมาณ 16 บาทกว่าๆ เท่านั้น ส่วนราคาไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันปาล์ม ขายได้ลิตรละเกือบ 28 บาท เทียบกับราคาหน้าโรงกลั่นของดีเซลที่ 15 บาทต่อลิตร

ในด้านการใช้น้ำมันจากพืช รัฐบาลได้ใช้วิธีส่งเสริม 2 ทางคือ ประการแรก รัฐบาลยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับเฉพาะส่วน ที่เป็นน้ำมันจากพืชคือ เอทานอลและไบโอดีเซล เช่น แก๊สโซฮอล์ E85 จ่ายภาษีสรรพสามิตเพียงลิตรละ 84 สตางค์ ในขณะที่น้ำมันเบนซินที่ไม่มีเอทานอลผสมเลย จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตถึงลิตรละ 5.60 บาท

ประการที่ 2 มีการอุดหนุนแก๊สโซฮอล์จากเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตัวอย่างเช่น ในกลางเดือนตุลาคมปีนี้ แก๊สโซฮอล์ E85 ได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราลิตรละ 9.23 บาท แก๊สโซฮอล์ E20 ได้รับเงินอุดหนุนลิตรละ 2.40 บาท

เงินอุดหนุนเหล่านี้ได้มาจากการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากผู้ใช้น้ำมันเบนซินที่ไม่มีเอทานอลผสม ซึ่งต้องจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราลิตรละ 6.15 บาท

การอุดหนุนโดยวิธีการยกเว้นภาษี และเงินช่วยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงทำให้แก๊สโซฮอล์ขายในราคาขายปลีกที่ต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน จะเห็นได้ว่าแก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอลมากขึ้น ก็จะมีราคาที่ยิ่งถูกลงไป ทั้งนี้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้น้ำมันหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ทดแทนเบนซินมากขึ้นนั่นเอง

อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งผู้ใช้น้ำมันควรจะซื้อแก๊สโซฮอล์ได้ในราคาที่ต่ำกว่าเบนซินก็คือ เมื่อเทียบกันลิตรต่อลิตรแล้ว การใช้เอทานอลล้วนๆ จะสามารถทำให้รถวิ่งได้ระยะทางที่สั้นกว่าเบนซินถึง 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะค่าความร้อนของเอทานอลจะต่ำกว่าเบนซินโดยธรรมชาติ

ตัวอย่างเช่น รถคันหนึ่งวิ่งได้ 10 กิโลเมตร เมื่อใช้เบนซิน 1 ลิตร แต่ถ้าหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ E85 จะวิ่งได้ลิตรละ 7.45 กิโลเมตร [= (0.15x10)+(0.85x7)] เท่านั้น และถ้าหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ก็จะวิ่งได้ลิตรละ 9.4 กิโลเมตร [= (0.8x10)+(0.2x7)]

ดังนั้น ราคาต่อลิตรของแก๊สโซฮอล์จึงจะต้องต่ำกว่าราคาต่อลิตรของเบนซิน เพื่อทำให้ต้นทุนการวิ่งรถต่อ 1 กิโลเมตร โดยใช้แก๊สโซฮอล์สามารถแข่งขันได้กับต้นทุนการวิ่งรถต่อ 1 กิโลเมตร เมื่อใช้เบนซิน เช่น สมมติให้เบนซินมีราคา 30 บาทต่อลิตร และใช้กับรถที่กินน้ำมันเบนซินโดยวิ่งได้ลิตรละ 10 กิโลเมตร จะทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการวิ่งรถเป็น 3 บาทต่อกิโลเมตร

เพื่อให้ได้ต้นทุนการวิ่งรถที่ 3 บาทต่อกิโลเมตร เท่ากันกับเบนซิน แก๊สโซฮอล์ E85 จะต้องมีราคา 22.35 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 จะต้องมีราคาลิตรละ 28.20 บาท

พูดง่าย ๆ ก็คือ แก๊สโซฮอล์ E20 จะต้องมีราคาต่ำกว่าเบนซินประมาณลิตรละ 2 บาท และราคาแก๊สโซฮอล์ E85 จะต้องต่ำกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ E20 ประมาณลิตรละ 6 บาท จึงจะทำให้ต้นทุนการวิ่งรถคิดเป็นบาทต่อกิโลเมตร อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน

ดังนั้น หากต้องการจะส่งเสริมให้มีการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ทดแทนเบนซิน ULG ก็จะต้องทำให้ราคาขายปลีกของ E20 ต่ำกว่าเบนซินอย่างน้อยลิตรละ 2 บาท และหากต้องการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 ทดแทนแก๊สโซฮอล์ E20 มากๆ ก็จะต้องทำให้ราคาขายปลีกของ E85 ต่ำกว่า E20 อยู่อย่างน้อยลิตรละ 6 บาท

คำถามก็คือ เท่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ตั้งราคาในลักษณะที่เป็นการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาขายปลีกของเบนซินและแก๊สโซฮอล์ มีช่วงห่างที่เป็นไปตามการวิเคราะห์ข้างต้นหรือไม่อย่างไร

ก่อนหน้าวันที่ 5 ตุลาคมปีนี้ ปรากฏว่าช่วงห่างของราคาขายปลีกระหว่างแก๊สโซฮอล์ E20 และแก๊สโซฮอล์ E85 ยังมีไม่มากพอ เช่น ณ วันที่ 12 ตุลาคมปีนี้ E85 มีราคาถูกกว่า E20 เพียงลิตรละ 2.50 บาท เท่านั้น จึงทำให้ต้นทุนการวิ่งรถคิดเป็นบาทต่อกิโลเมตรของการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 สูงกว่าต้นทุนของการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 และยังสูงกว่าต้นทุนการใช้แก๊สโซฮอล์ E10 ด้วยซ้ำ

นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และจริงๆ แล้วกลับมีแนวโน้มการใช้ที่ลดลงด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 5 ตุลาคมปีนี้ กระทรวงพลังงานได้ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ที่ทำให้ราคาขายปลีกของแก๊สโซฮอล์ E85 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในอัตราที่สูงขึ้นจากประมาณ 7 บาทต่อลิตร เป็นประมาณ 9 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกของแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ต่ำกว่า E20 ลิตรละ 4.10 บาท แต่ก็ยังไม่ทำให้ต้นทุนการวิ่งรถคิดเป็นบาทต่อกิโลเมตร ของการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 ต่ำกว่าต้นทุนการใช้แก๊สโซฮอล์ E20

ถ้าวัตถุประสงค์ของนโยบายพลังงานคือ การส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานหมุนเวียน ที่มีการผลิตได้ในประเทศ เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ในวันที่ 5 ตุลาคมปีนี้ ก็ต้องถือว่าอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว เพราะช่วงห่างของราคาที่เพิ่มขึ้นจะดึงดูดให้ผู้ใช้รถหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 มากขึ้น แต่ราคาขายปลีกของ E85 ก็ยังสูงเกินไปเมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่นๆ

ดังนั้น ผมจึงเสนอแนะให้กระทรวงพลังงานพิจารณาให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ใช้แก๊สโซฮอล์ E85 เพิ่มเติมขึ้นอีกลิตรละ 2 บาท เพื่อทำให้ราคา E85 ถูกกว่า E20 ประมาณลิตรละ 6 บาท อันจะทำให้ต้นทุนการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 คิดเป็นบาทต่อกิโลเมตร สามารถแข่งขันได้กับต้นทุนของการใช้น้ำมันชนิดอื่นๆ คนจะได้ซื้อรถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ E85 ได้มากขึ้น และปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์และเอทานอลจะได้สูงขึ้น การใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะปริมาณการใช้ E85 มีเพียงวันละไม่ถึง 1 ล้านลิตร จึงใช้เงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นจากวันละ 8 ล้านบาท เป็นวันละ 10 ล้านบาท ซึ่งไม่มากเมื่อเทียบกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท

ในขณะเดียวกัน ก็ควรจะพิจารณาหาแนวทางเพื่อทำให้การผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันกับน้ำมันปิโตรเลียมได้ในที่สุด

ในปัจจุบันถึงแม้ว่าเราจะยอมรับว่า น้ำมันปิโตรเลียมมีราคาต่ำกว่าแนวโน้มตามปกติ แต่ความแตกต่างระหว่างราคา ที่ผู้ผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลได้รับ กับราคาน้ำมันปิโตรเลียมหน้าโรงกลั่น ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเกินไป คือต่างกัน 10 ถึง 13 บาทต่อลิตร หรือเทียบเท่า 45 ถึง 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ต้นทุนการผลิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จะลดภาระการอุดหนุนลง ทำให้ประเทศสามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศได้ เพราะการผลิตสินค้าในประเทศมีต้นทุนที่ต่ำกว่าสินค้านำเข้า และทำให้นโยบายส่งเสริมการผลิตน้ำมันจากพืชประสบผลสำเร็จได้ในระยะยาว

--------------------

ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์