การประชุมใหญ่ด้าน Climate Change ระดับนานาชาติประจำปี ค.ศ.2015 เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและรับมือ
กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปีนี้มี 2 เรื่องใหญ่ที่น่าจับตาคือ (1) เป้าหมายร่วมกันในการลดก๊าซเรือนกระจก (GHGs) รวมถึงข้อตกลงทั้งภาคบังคับและแบบสมัครใจ ในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายการลด GHGs และ (2) แนวทางการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ภายใต้กรอบความร่วมมือของ United Nation Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)
เกือบ 3 ปี ภายหลังจากปี 2012 ที่พันธกรณีในการลด GHGs ภายใต้พิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลง เดิมได้ตั้งเป้าหมายที่จะลด GHGs ลงให้ได้เฉลี่ยประมาณ 5% จากระดับการปล่อยในปี 1990 ซึ่งก็ถือว่ายังไม่สามารถลดได้ตามเป้าหมาย อีกทั้งไม่สามารถรักษาระดับการปล่อย GHGs ให้อยู่ในระดับคงที่ได้
โดยในปี 1990 ความเข้มข้นของ GHGs ในบรรยากาศมีค่าอยู่ที่ประมาณ 350 ppm ปัจจุบันปี 2015 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 400 ppm ซึ่งความเข้มข้นสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2 ppm ต่อปี
ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ แสดงความเป็นห่วงอย่างมากหากระดับ GHGs ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จากผลการวิจัย ระดับของอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ความสมดุลระบบภูมิอากาศมีความแปรปรวนสูง จนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน์และมนุษย์ จนไม่สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ในอนาคต
ในปัจจุบัน นานาประเทศโดยเฉพาะสภาพยุโรปและประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก ได้มีความพยายามอย่างมากที่จะหาแนวทางบรรลุข้อตกลงฉบับใหม่ ในการกำหนดเป้าหมายและมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
ในการประชุม COP21 ครั้งนี้ ได้มีการตั้งความหวังไว้สูง ว่านานาประเทศจะสามารถเห็นพ้องต้องกัน ในการกำหนดเป้าหมายใหม่ในการลด GHGs (เป้าหมายหนึ่งร่วมกัน) เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส และผลกระทบรุนแรงจากสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่จะตามมาในอนาคต
ในการประชุม COP21 ครั้งนี้ ประเทศไทยจะดำเนินการยื่นข้อเสนอ แสดงเจตจำนงในการมีส่วนร่วมในการลด GHGs (Intended Nationally Determined Contribution: INDC) เสนอเป้าหมายที่ระดับร้อยละ 20-25 จากกรณีปกติ (Business-as-usual) ให้ได้ในปี ค.ศ.2030 ในการกำหนดเป้าหมายการลดขั้นต่ำร้อยละ 20 คาดว่าจะบรรลุเป้าหมายจากมาตรการตามแผนของภาคพลังงานและภาคขนส่ง สำหรับเป้าหมายขั้นสูง กำหนดภายใต้เงื่อนไขการรับการสนับสนุนทางด้านเงินทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว และเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมสำหรับภาคส่วนอื่นๆ ในการดำเนินการลด GHGs ของประเทศ เช่น ภาคการจัดการของเสีย ภาคเกษตร ภาคป่าไม้ เป็นต้น
จากการที่ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงในการลด GHGs ตาม NAMAs และ INDC ในปี 2020 และ 2030 ดังนั้น ประเทศไทยควรมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ทั้งในด้านปริมาณการปล่อยและกิจกรรมที่ได้ดำเนินการลด GHGs ให้มีการประเมินได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใส โดยมีการพัฒนาระบบ MRV (Measure Report & Verify) ให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบในทุกภาคส่วนหลักๆ ที่มีการปล่อย GHGs อย่างมีนัย และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดทำรายงานผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น การมีระบบ MRV จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่องมั่นในกิจกรรม โครงการ และนโยบายในการลด GHGs ที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ได้สนับสนุนการดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบ MRV สำหรับประเทศไทยทั้งในภาพรวมปริมาณการปล่อย GHGs และการดำเนินการลด GHGs รายภาคและรายโครงการ ทำให้ได้องค์ความรู้และสร้างบุคลากรที่มีความชำนาญในการดำเนินงานเกี่ยวกับระบบ MRV ที่สามารถนำมาดำเนินงานได้จริง และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์สิ่งตีพิมพ์ “เดินหน้าระบบ MRV กลไกบริหารจัดการโลกร้อน”, “MRV ระบบการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม”, “ระบบ MRV:กติกาใหม่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” เป็นต้น ซึ่งได้รวบรวมประเด็นสำคัญในด้านหลักการและวิธีการ อุปสรรคในการพัฒนาระบบ MRV และข้อเสนอแนะในการเดินหน้าระบบ MRV ของประเทศไทย
ประเด็นท้าทายสำหรับการพัฒนาระบบ MRV ของประเทศไทย ที่สรุปได้จากการวิจัยคือ ในปัจจุบันนี้ไทยยังไม่มีโครงสร้างหน่วยงานหรือองค์กรเดี่ยว เพื่อบริหารจัดการข้อมูลบัญชี GHGs และการลด GHGs มีเพียงรูปแบบโครงสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อขอข้อมูล GHGs ทำให้ส่งผลต่อความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูล และการดำเนินการลด GHGs ยังขาดการบังคับใช้ตามแผนและนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม และจะส่งผลต่อหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต่อการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย และทำ MRV ได้ ดังนั้น ข้อเสนอเพื่อพัฒนาระบบ MRV ในอนาคตนั้น จำเป็นต้องดำเนินงานในหลายมิติไปพร้อมกัน ประกอบไปด้วย
(1) การพัฒนาระบบฐานข้อมูล MRV ในส่วนของบัญชี GHG ระดับชาติและการลด GHG รายสาขาและรายโครงการ โดยนำระบบ ICT เข้ามาช่วยมากขึ้น
(2) การพัฒนาวิธีการ (Methodology) และเพิ่มศักยภาพของบุคลากรและหน่วยงานที่จะดำเนินงานในด้าน MRV ให้มากขึ้น
(3) การยกระดับหน่วยงานปัจจุบันหรือเพิ่มองค์กรที่บทบาทเฉพาะในด้านการจัดทำฐานข้อมูล GHGs สำหรับการลงทะเบียนและเก็บข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
(4) การออกกฎหมาย เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในลักษณะบูรณาการภารกิจ หรือกฎหมายเฉพาะ มีสาระให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่จัดเก็บ และส่งข้อมูลไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก เป็นต้น
ประเด็นที่ต้องจับตา จาก COP21 อีกประเด็นที่สำคัญมากคือ แนวทางในการดำเนินงานเกี่ยวกับการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต ในปัจจุบันประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศหมู่เกาะที่มีความอ่อนไหว และมีความสามารถในการรับมือต่อภัยพิบัติต่างๆ ค่อนข้างจำกัด จะได้รับผลกระทบอย่างมากจาก Climate Change
ในอนาคตจึงมีความพยายามในการหาแนวทางความร่วมมือ พัฒนาระบบช่วยเหลือด้านเงินทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีในด้านต่างๆ สำหรับการปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ ประเทศไทยมีนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับตัว Climate Change เป็นที่เรียบร้อย หากแต่ความท้าทายในอนาคต คือจะทำอย่างไรให้เรามีแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรม และทำให้สังคมไทยสามารถอยู่รอด ภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่นับวันจะมีความแปรปรวนสูง และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ได้อย่างมหาศาล การเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ จะเป็นรากฐานสำคัญที่จะบรรเทาความเสียหายจากผลกระทบ Climate Change ได้
ดังนั้น ฝากผู้อ่านจับตาความคืบหน้าใน 2 ประเด็นนี้จากการประชุม COP21 และติดตามว่าประเทศไทยหลังจากนี้ จะดำเนินมาตรการทั้งด้านลด GHGs ให้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไร และจะมีการดำเนินงานด้านการปรับตัวในระดับและภาคส่วนต่างๆ มากน้อยแค่ไหน รวมถึงเชิญชวนให้แสดงการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายใน 2 ประเด็นนี้ต่อไปในอนาคต
-----------------
ผศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน
ผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย






