ความพยายามแก้ปัญหา โครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาล
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดูเหมือนมีความยุ่งยากไม่น้อย ซึ่งจากเดิมมีนโยบายจะแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ โดยจะรัฐบาลรับภาระหนี้ทั้งหมดด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อให้ไม่เป็นกับภาระงบประมาณในแต่ละปีต้องชดใช้คืน อีกทั้งต้องการให้รัฐบาลต่อไปไม่มีภาระในเรื่องนี้เป็นภาระที่ต้องแก้ไข ตามแผนการปฏิรูปการบริหารประเทศ ซึ่งจะมีวิธีการป้องกันการสร้างความเสียหายจากฝ่ายการเมือง
แต่การแก้ปัญหาในเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะไม่เพียงเกี่ยวพันกับเรื่องภาระรัฐบาลเท่านั้น แต่มีเรื่องของคดีความต่างๆมากมาย ทั้งทางแพ่งและอาญาต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลช่วงเวลานั้น ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวทางการเมืองอย่างมาก เพราะหากไม่สามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุมีผลเพียงพอ ก็อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองได้ง่าย ดังจะเห็นได้จากมีการโต้แย้งและถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากประเด็นเรื่องการสร้างความเสียหายและการทุจริตที่เกิดขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินคดี การแก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวยังต้องเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสต็อกข้าวจำนวนมหาศาล และเกี่ยวพันกับสถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบันอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่าความพยายามแก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวที่ดูเหมือนจะไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนักในช่วงแรก แต่เมื่อดำเนินการแก้ปัญหาจริงๆ แล้วกลับพบว่าโครงการนี้มีความซับซ้อนอย่างมาก ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการภาครัฐและประเด็นทางกฎหมายต่างๆ
อย่างกรณีการปิดบัญชีโครงการนี้เพื่อประเมินความเสียหาย เราจะเห็นว่ามีความยุ่งยากอย่างมาก เพราะมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เดิมกำหนดวงเงินไว้ที่ 5 แสนล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติจริงปรากฏว่ายังไม่สามารถปิดบัญชีได้ เพราะวงเงินความเสียหายมากกว่ามติครม.เดิม แม้จะมีสต็อกข้าวเหลืออยู่จำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจมาตีราคาได้เพราะยังไม่ได้จำหน่ายออกไป ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างหน่วยงานอย่างกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์มาโดยตลอด ทั้งๆที่เป็นประเด็นที่ไม่น่ายุ่งยากมากนัก แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ได้
จากกรณีการแก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อาจสะท้อนความเป็นจริงในสังคมอย่างหนึ่งคือความซับซ้อนและความยุ่งยากในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล และการถกเถียงในบางประเด็นระหว่างหน่วยงานจนหาข้อยุติได้ยากก็สะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความคลุมเครือในเรื่องของระเบียบข้อบังคับต่างๆของหน่วยงานราชการและอำนาจทางการเมือง ซึ่งยังไม่นับรวมปัญหาล่าสุดถึงช่องทางการดำเนินการคดีต่อผู้เกี่ยวข้องในอดีต ที่ยังดูสร้างความสับสนกับผู้ที่ติดตามการแก้ปัญหาเรื่องนี้
เราเห็นว่าการแก้ปัญหาโครงการรับจำนำ เป็นตัวอย่างหนึ่งของความทับซ้อน และสับสนในระเบียบราชการเอง ทั้งตัวกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์กำลังเร่งแก้ไข แต่เรื่องนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการปฏิรูปการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้และถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญ เพราะหากรัฐบาลต้องการปฏิรูปการเมืองในอนาคตอันใกล้นี้ และต้องการแบ่งอำนาจหน้าที่ต่างๆ ให้เกิดความชัดเจน รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างความชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมายทั้งหมด เพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นส่วนสำคัญสำหรับการปฏิรูปการเมืองว่าจะสำเร็จหรือไม่






