วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจอุบล นัยต่อเศรษฐกิจโลก

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์มันทนา สามารถ คณบดีคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ที่ให้โอกาสผมในการเข้าร่วมโครงการเพื่อเสนอแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี โดยมี ดร.สุมาลี เงยวิจิตร เป็นหัวหน้าโครงการ

GDP ของอุบลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 โดยโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอุบลประกอบด้วย ภาคธุรกิจขายส่ง-ขายปลีก มีสัดส่วน 28% ของ GDP ทั้งจังหวัด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่นๆ และมีภาคอุตสาหกรรม 19% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และภาคเกษตรกรรม 15% โดยมีพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด คือ ข้าวหอมมะลิ ยางพารา และมันสำปะหลัง นอกจากนั้น ก็จะเป็นภาคตัวกลางทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา และการบริหารราชการ เป็นต้น ซึ่งแต่ละภาคส่วนนั้นมีสัดส่วนไม่ถึง 10%

ซึ่งการเติบโตของอุบลช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากภาคธุรกิจขายส่ง-ขายปลีก โดยปี 2554 ภาคขายส่ง-ขายปลีก มีสัดส่วนเพียง 25% และเพิ่มขึ้นเป็น 27% ในปี 2557 ตามการขยายตัวของการค้าชายแดน ในขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคตัวกลางทางการเงิน มีการเติบโตเล็กน้อย สำหรับภาคอุตสาหกรรมยังทรงตัว แต่ภาคเกษตรกรรมในปี 2554 มีสัดส่วน 18% และลดลงเป็น 15% ในปี 2557 สำหรับสาเหตุของการหดตัวเกิดจากราคาของพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำในช่วงปี 2557 ทำให้ภาคเกษตรกรรมมีมูลค่าของผลผลิตลดลง และภัยธรรมชาติ ที่สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตรเป็นอย่างมาก และทั้งหมดคือภาพฉายของอุบลในปัจจุบัน แต่ภาพฉายของอุบลในอนาคตนั้นเล่าจะมีนัยต่อประเทศไทยและต่อโลกอย่างไร?

ผมมองว่าอุบลควรมียุทธศาสตร์การพัฒนา ส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและการค้าชายแดน เนื่องจากอุบลมีภาคเกษตรกรรมที่เป็นฐาน และมีอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในท้องถิ่น การต่อยอดสู่การส่งออกจึงมีความเป็นไปได้ และอุบลยังมีด่านศุลกากรเชื่อมต่อทั้งลาวและกัมพูชา ทำให้การค้าชายแดนมีโอกาสเติบโตในอนาคต

ดังนั้น ทางจังหวัดจึงควรมุ่งเน้นเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ให้มีมาตรฐานสากล เช่น GMP หรือ HACCP เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการจากผู้ผลิตเป็นผู้ส่งออก และควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุบลสามารถติดต่อกับผู้นำเข้าจากต่างประเทศได้โดยตรง เพื่อลดพ่อค้าคนกลาง ทำให้ส่วนเกินทางเศรษฐกิจลงไปถึงเกษตรกรในท้องถิ่นมากขึ้น อันจะเป็นการส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมเติบโตไปพร้อมกัน

สำหรับตลาดส่งออกที่น่าสนใจสำหรับสินค้าเกษตรแปรรูปในอุบล ประกอบด้วย จีน ฮ่องกง และอาเซียน สำหรับตลาดจีนพบว่าในปี 2558 จีนนำเข้าผลิตภัณฑ์ยางพาราจากไทยลดลงมาก แต่นำเข้ามันสำปะหลังและแป้งมันเพิ่มขึ้น โดยในปี 2558 ถึงเดือนสิงหาคมนั้น จีนนำเข้ามันสำปะหลังคิดเป็นมูลค่า 7.6% ของการนำเข้าสินค้าจากไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีเพียง 3.7% สำหรับข้าวมีการนำเข้าเพียงเล็กน้อย โดยการนำเข้าข้าวของจีนปี 2558 มีเพียง 1.5% แม้ว่าจีนจะเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ แต่มูลค่าในการนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปจีนอาจจะผ่านฮ่องกงและสิงคโปร์ได้เช่นกัน โดยส่วนใหญ่แล้ว สินค้าบางประเภท จีนมักนำเข้าจากบริษัทในฮ่องกง สำหรับฮ่องกงและสิงคโปร์นำเข้าสินค้าจากไทย ในสัดส่วนที่สูงโดยเฉพาะข้าว โดยมากจะเป็นการซื้อเพื่อขายต่อ ฮ่องกงและสิงคโปร์ จึงเป็นอีกตลาดที่อุบลไม่ควรมองข้าม หากทางจังหวัดจัดกิจกรรมการพบปะระหว่างผู้นำเข้าจากฮ่องกงหรือสิงคโปร์กับผู้ประกอบการในอุบล ก็จะเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจอีกด้วย

นอกจากนั้น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ก็เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยเช่นกัน โดยสินค้าเกษตรแปรรูปที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์นำเข้าคือ แป้งมันสำปะหลัง ปลายข้าว และข้าวเต็มเมล็ด ซึ่งจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการในอุบลนอกเหนือจากตลาดจีน โดยเฉพาะปลายข้าว หากสามารถส่งออกปลายข้าวไปยังอินโดนีเซียได้ ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะผลักดันให้ราคาข้าวภายในจังหวัดอุบลปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะยังผลดีทั้งต่อภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

อีกภาคเศรษฐกิจหนึ่งที่จังหวัดอุบลควรส่งเสริมคือ การค้าชายแดน การค้าชายแดนของอุบลมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสินค้าหลักที่อุบลส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านคือ น้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็น 28% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด จนถึงเดือนสิงหาคมปี 2558 ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกที่ลดลง ตามการลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก สินค้าอุปโภคบริโภค มีสัดส่วนรองลงมาคือ 17% วัสดุก่อสร้างมีสัดส่วน 14% และยานพาหนะ 12% นอกจากนั้น ก็จะเป็นสินค้าเบ็ดเตล็ด เครื่องใช้ไฟฟ้า ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เป็นต้น สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจขายส่ง-ขายปลีก

ดร. สุมาลี ยังกล่าวว่า โลจิสติกส์ในอุบลยังเติบโตได้อีกไกล หากมีการสร้างเส้นทางเชื่อมไปถึงโฮจิมินห์ซิตี้ สินค้าส่งออกของอุบลอาจไม่จำเป็นต้องผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ธุรกิจให้เช่าคลังสินค้าอาจเป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการก็เป็นได้ การค้าชายแดนของอุบลคงไม่หยุดแค่ที่ลาวและกัมพูชา

สรุปก็คือทางจังหวัดอุบลควรส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูป โดยส่งเสริมให้โรงงานมีมาตรฐานสากล สร้างระบบชลประทานเพื่อภาคเกษตร เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ายางพารา แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ และหากมีการประสานงานกันที่ดีภายในจังหวัด เช่น เกษตรจังหวัดดูแลด้านวัตถุดิบ อุตสาหกรรมจังหวัดดูแลด้านการผลิต และพาณิชย์จังหวัดดูแลด้านการตลาด จังหวัดอุบลก็จะก้าวได้อีกไกล

--------------------

วิญญู วีระนันทาเวทย์

คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี