วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงระบบการเงิน หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย

สัปดาห์ที่แล้ว ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐที่ดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า

โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้านั้นมีอยู่สูงขึ้น

บทความนี้ จะขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจดูความเสี่ยงระบบการเงินโลกว่า จะออกมาหน้าตาเป็นเช่นไร หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย ผ่านรายงานล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ โดยจะขอโฟกัสไปในสามประเด็น ได้แก่ หนึ่ง หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย แล้วทำไมระบบการเงินโลกในปัจจุบันจึงมีความเสี่ยง สอง ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นตรงจุดไหน และมากน้อยเพียงใด และท้ายสุด สำหรับประเทศไทยนั้น สถานการณ์ที่น่าห่วงมีจุดใดบ้าง

เริ่มจากประเด็นแรก สาเหตุที่ระบบการเงินโลกในปัจจุบันมีความเสี่ยงหากเฟดขึ้นดอกเบี้ย

การที่บรรดาธนาคารกลางในประเทศใหญ่ๆ พาเหรดกันทำนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ส่งผลให้สินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วเกิดขาดตลาด เนื่องจากธนาคารกลางได้ซื้อหากันไปเรียบร้อยเสียส่วนใหญ่ผ่าน QE

สิ่งนี้ไปกดสินทรัพย์ทั่วโลกให้มีผลตอบแทนต่ำ กดดันให้บรรดาผู้จัดการกองทุนทั้งหลาย ต่างพากันแย่งลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แทนพันธบัตรดังกล่าว (เรียกกันในวงการเงินว่า Search for Yield) ส่งผลให้ไปเพิ่มราคาของสินทรัพย์ระยะยาวที่ความเสี่ยงสูงกว่า อย่างพันธบัตรภาคเอกชน ด้วยการไปกดส่วนต่างความเสี่ยงด้านเครดิตหรือ Risk Premium และหุ้นในส่วนที่เป็น Defensive Stock จนทำให้กลไกการกระจายเงินทุนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเกิดผิดเพี้ยนไปหมด

สิ่งที่น่ากังวลมีอยู่ 2 ประการ คือ หนึ่ง การที่เงินทุนเหล่านี้ไหลไปที่สินทรัพย์ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผลตอบแทนที่ผู้จัดการกองทุนได้รับสูงขึ้น เพื่อไปชดเชยสภาพคล่องที่มีอยู่น้อยนั่นเอง

ดังนั้น หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย  ตลาดการเงินมีโอกาสเกิดอาการกระตุก เพราะจะมีการเทขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ

ประการที่สอง กองทุนส่วนใหญ่ในตอนนี้มีการใช้หนี้ หรือ Leverage ในตราสารที่ตนเองถืออยู่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวเลขล่าสุดมีอยู่ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะมีปัญหาเป็นอย่างมากหากนักลงทุนตกใจ และพากันแห่ขายไถ่ถอนหน่วยลงทุน

ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์ไว้ว่า ผลที่จะเกิดขึ้นหากตลาดเกิดตกใจแบบน้องๆ เหตุการณ์ Taper Tantrum ในช่วงที่นายเบน เบอร์นันเก้ เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐเมื่อราว 2 ปีก่อน คือ ตราสารทางการเงินต่างๆ จะเกิดการเพิ่มของผลตอบแทนขึ้นมาราวร้อยละ 2 โดยจะเกิดความเสียหายจาก Mark-to-Market ทั่วโลกราว 1.24 แสนล้านดอลลาร์

รวมถึงจะเกิดความเสียหายจากการที่มีต้นทุนในการซื้อขายที่สูงขึ้นหรือ Transaction Cost ราว 3.4 พันล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ผู้ออกตราสารทางการเงินจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นราว 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราวร้อยละ 6 ของผลตอบแทน

ในส่วนของพันธบัตรรัฐบาล หากพิจารณาตามภูมิภาคต่างๆ ภูมิภาคที่จะมีความเสียหายมากที่สุด ได้แก่ กลุ่ม PIGS ของยุโรป อันประกอบด้วย โปรตุเกส กรีซ อิตาลี และ สเปน

รองลงมา ได้แก่ ประเทศในตลาดเกิดใหม่ที่มีการส่งออกนำเข้าเยอะ เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของตนเอง โดยพันธบัตรของสหรัฐและอังกฤษ จะได้รับผลกระทบประมาณร้อยละ 0.5

ไอเอ็มเอฟประเมินว่า ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงจีน ร้อยละ 20 และเกิดผลกระทบน้อยกว่า ในประเทศตลาดเกิดใหม่

กรณีของประเทศไทย จุดเสี่ยงที่การแกว่งตัวของระบบการเงินโลก อาจส่งผลถึงความเปราะบางในบ้านเรา มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการได้แก่ อัตราส่วนหนี้รวมต่อจีดีพีของบ้านเราถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับบรรดาประเทศในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ และตัวเลขมูลค่าหนี้ของบริษัทด้านโภคภัณฑ์ในบ้านเรา ก็ถือว่าสูงอยู่เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ

ในภาพรวมแล้ว ถือได้ว่าความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของตลาดการเงินในสหรัฐและยุโรป จะมีสูงขึ้นนับจากนี้จนถึงต้นปีหน้าครับ

หมายเหตุหนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน“เล่นหุ้นในไทยรวยไกลรอบโลก” วางจำหน่ายทั่วประเทศและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่www.facebook.com/MacroViewและLINE ID: MacroView  ครับ