กรมชลประทานได้ประกาศ เริ่มเข้าสู่ช่วงการจัดสรรน้ำ เพื่อบริหารจัดการ
การใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากในปีนี้ปริมาณฝนที่ตกในประเทศไทย และสามารถเก็บกักน้ำในเขื่อนหลักในภาคเหนือน้อยกว่าปีก่อนค่อนข้างมาก ซึ่งหากยังส่งน้ำใช้ตามปกติ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีการใช้น้ำปริมาณค่อนข้างมาก จากการปลูกข้าวในพื้นที่ภาคกลาง ก็จะส่งผลกระทบต่อภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศน์
จากข้อมูลของกรมชลประทานที่ระบุว่ามีการลักลอบสูบน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตรค่อนข้างมากในพื้นที่ภาคกลางตอนบน และมีการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ซึ่งหากกรมชลประทานเริ่มเข้มงวดและเอาจริงเอาจังกับการลักลอบสูบน้ำ ก็เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และภาครัฐได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าหากเกิดความเสียหายจากภัยแล้ง จะไม่รับผิดชอบเพราะถือว่ารัฐบาลได้ชี้แจงให้รับรู้กันทั่วแล้วถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
หากย้อนกลับไปทบทวนมาตรการของภาครัฐในการรับมือกับภัยแล้ง ซึ่งได้ตระหนักมาตั้งแต่ต้นว่าจะกระทบภาคเกษตรค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงพยายามออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การสนับสนุนให้เปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย อีกทั้งมีนโยบายมาตั้งแต่ต้นในเรื่องการปฏิรูปภาคเกษตร โดยลดพื้นที่ปลูกข้าวลงและหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งถือว่าเป็นความพยายามแก้ปัญหาภาคเกษตรที่ถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและทุกรัฐบาลจะต้องดูแล
อย่างไรก็ตาม จากการลักลอบสูบน้ำเพื่อทำนาปรัง และการสำรวจพืชที่ก็ยังพบว่ามีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ว่าด้วยเหตุผลใด แต่ชี้ให้เห็นว่าความพยายามลดพื้นที่เพาะปลูกพืชใช้น้ำมาก อย่างกรณีข้าวยังไม่ประสบความสำเร็จ และสะท้อนให้เห็นว่าการปฏิรูปภาคเกษตรนั้นเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนอย่างมากและไม่สามารถจะทำได้ในช่วงเวลาอันสั้น ดังนั้นหากรัฐบาลยังคงเห็นความจำเป็นต้องปฏิรูปภาคเกษตรต่อไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องหาทางแก้ไขและดำเนินการให้เห็นผล
แน่นอนว่าการปลูกข้าวถือว่ามีความสำคัญ ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก แม้ว่ามูลค่าการส่งออกเทียบกับภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรแปรรูปจะน้อยกว่าค่อนข้างมาก แต่ระบบเศรษฐกิจไทยก็ยังถือว่าเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการปลูกข้าวค่อนข้างมาก เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังจะเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากราคาข้าวตกต่ำมานานนับปี ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประเทศในวงกว้างและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ดังนั้นการปรับเปลี่ยนหรือการปฏิรูปภาคเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกข้าว จึงเป็นเรื่องใหญ่อย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรจำนวนมาก แต่ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังเห็นความจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคเกษตรใหม่ หาไม่แล้วความช่วยเหลือที่รัฐบาลก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและอาจสร้างภาระมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต หากรัฐบาลยังคงต้องแบกรับภาระช่วยเหลือการปลูกข้าวมากเกินไป โดยเฉพาะการใช้นโยบายพยุงราคาที่ใช้เงินมหาศาลอย่างโครงการรับจำนำข้าว
จากกรณีสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการปฏิรูปภาคเกษตรยังไปไม่ถึงไหน เพราะเกษตรกรยังมีพฤติกรรมการเพาะปลูกไม่ต่างไปจากเดิม ซึ่งจากบทเรียนภัยแล้งในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องมาดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น หากรัฐบาลยังเดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตร และรัฐบาลต้องตระหนักว่าการแก้ปัญหาภาคเกษตรของไทยนั้น โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าวนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก ซึ่งมักจะเกิดช่องว่างเสมอระหว่างแผนงานกับการปฏิบัติจริง









