วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จำนำข้าว'เดิมพันสูงทั้งสองฝ่าย

ถ้าสังเกตให้ดีเวลานี้ ประเด็นที่ถูกจุดกระแสขึ้นมาจากฝ่ายสนับสนุน “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

กรณีถูกดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าว ทั้งทางอาญาและชดใช้ค่าเสียหาย ชี้นำไปถึงขั้น หาก“ยิ่งลักษณ์”ติดคุก ถูกยึดทรัพย์จนไม่เหลืออะไร ชาวไร่ชาวนาจะต้องออกมาแสดงความเห็นใจ บริจาคเงินสมทบทุนให้ความช่วยเหลือแน่นอน

ทั้งที่ทั้งสองคดีเพิ่งแค่เริ่มต้นก็ว่าได้ กล่าวคือคดีที่ถูกอัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายและทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ศาลฯเพิ่งนัดฟังคำสั่งว่าจะไต่สวนพยานเมื่อใด

ขณะที่คดี ออกคำสั่งทางปกครอง ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 เพื่อเรียกค่าเสียหายจาก“ยิ่งลักษณ์” การตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเสียหายทั้งหมดยังไม่เสร็จสิ้นด้วยซ้ำ และยังเหลือขั้นตอนอีกมาก ไหนผู้เสียหายจะมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองอีกที่ต้องสู้คดีกัน

แต่ในเมื่อทั้งสองฝ่าย“เดิมพันสูง”การเมืองเรื่องนี้ จึงร้อนแรงนับแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว

ที่สำคัญ ฝ่าย“ยิงลักษณ์”ยังคงยืนยันว่า ตัวเองไม่ได้ทำผิด การดำเนินโครงการรับจำนำข้าว เป็นไปตามที่แถลงนโยบายเอาไว้กับรัฐสภา เป็นนโยบายช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายชาวนา คนยากจนที่ต้องมีการขาดทุนอยู่แล้ว และหลายรัฐบาลก็ดำเนินการมาเหมือนกันหมด ทำไมไม่ผิด

ทั้งยังคัดค้านการดำเนินคดีที่รีบเร่ง รวบรัดจนเกินไป รวมทั้งการใช้คำสั่งทางปกครองบังคับต้องชดใช้ค่าเสียหาย แทนที่จะเป็นการส่งฟ้องศาลแพ่ง ซึ่งถือว่าให้ความเป็นธรรมมากกว่า เพราะต้องพิจารณาถึง3ศาล และการไม่รอคำตัดสินของศาลฎีกาฯด้วย ที่ถูกมองว่า ไม่ให้ความเป็นธรรมเท่าที่ควร

ยิ่งกว่านั้น การออกคำสั่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่บริหารจัดการข้าวในโครงการรับจำนำข้าวและเอาผิด ตามมาตรา44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เพื่อปิดช่องผู้เสียหายฟ้องกลับ ก็ยิ่งทำให้เห็นการปิดโอกาสที่จะใช้สิทธิเพื่อความเป็นธรรมของคู่กรณีเข้าไปใหญ่

เหล่านี้คือ ปัญหาหนักอึ้งของฝ่ายอำนาจรัฐเหมือนกัน และไม่แปลกที่“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะมอบหมายให้วิษณุ เครืองาม หาโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจการดำเนินการทั้งหมด เพราะเชื่อว่า มีขบวนการบิดเบือนการดำเนินการของรัฐบาลและ คสช. จนอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดที่ขยายวงกว้าง

ความจริง ถ้าจะว่าไปแล้ว เดิมพันของ“คสช.”และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ก็สูงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะความต้องการสะสางปัญหาอันเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นโครงการที่ปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมโหฬาร และสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งจะต้องหาคนมารับผิดชอบ และชดใช้ความเสียหายให้ได้

ทว่าเป็นการตรวจสอบและเอาผิดกับรัฐบาลที่มีขั้วขัดแย้งเดิมอยู่แล้ว จึงยากหลีกพ้นข้อครหาไม่เป็นกลาง

ที่สำคัญปฏิเสธไม่ได้ว่า การดำเนินการของ“คสช.”และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในฐานะรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ดังนั้นทุกครั้งที่เปิด“จุดอ่อน” ก็จะกลายเป็น “จุดแข็ง” ให้กับ“ยิ่งลักษณ์”และพรรคเพื่อไทยทันที

นั่นคือ ข้อพึงระวังในการใช้อำนาจแทรกแซงที่แม้ว่าจะไม่ชัดเจน หรือมีเจตนารมณ์บริสุทธิ์ก็ตาม แต่ก็ล่อแหลมอย่างยิ่งที่จะถูกนำมาเป็น“เงื่อนไข”โจมตีขยายผลได้ง่าย ทั้งยังจะทำให้เห็นว่า ฝ่ายหนึ่งเป็น“ผู้ล่า”และอีกฝ่าย เป็น“ผู้ถูกไล่ล่า” ไปโดยปริยาย และนั่นหมายถึงข้อกล่าวหากลั่นแกล้งรังแก จะมีน้ำหนัก อีกทั้งคะแนนสงสารเห็นใจก็จะได้เป็นกอบเป็นโกย

อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ ถือว่า“ยิ่งลักษณ์”ดำเนินกลยุทธ์ “เรียกคะแนนสงสาร” ได้ดีทีเดียว กรณีไม่ได้ต่อต้านอย่างแข็งกร้าว และขยันไปร่วมกิจกรรมงานบุญงานกุศล ชิงพื้นที่่่ข่าว

อย่าลืมว่า คนที่เป็นฐานมวลชน“ยิ่งลักษณ์”และพรรคเพื่อไทยนั้น“จูนคลื่น”ได้ไม่ยาก เพราะมีศรัทธาที่ฝังลึก

สุดท้าย ก็น่าเป็นห่วงว่าประเทศไทยจะหลุดพ้น“วังวน”ความขัดแย้งไปได้อย่างไร และเมื่อไหร่สำนึกปรองดองจึงจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ต่อสู้กันด้วย“เดิมพันสูง”อย่างนี้