วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุนทางสังคมกับอนาคตของซูเปอร์คลัสเตอร์

จุดชี้ขาดความสำเร็จของซูเปอร์คลัสเตอร์ หรือคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

คือการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม กับมหาวิทยาลัยเพื่อผลิตองค์ความรู้ใหม่ไปใช้ต่อยอดในเชิงธุรกิจ และหวังว่าจะก้าวพ้นสภาวะปัญหา “การผลิตงานวิจัยไว้บนหิ้ง” ได้

เมื่อแนวทางการปฎิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาวของรัฐบาลนี้ คือยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแบบซูเปอร์คลัสเตอร์ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น

อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รวมตัวอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันในอาณาเขตของ 9 จังหวัดสำคัญ เช่น นครราชสีมา อยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี และ ระยอง เป็นต้น โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มผลิตภาพ และสร้างนวัตกรรมใหม่ร่วมกัน รัฐบาลได้กำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุน ในรูปของสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีให้แข่งขันได้ในตลาดโลก

ดังนั้น จึงอาจโยงความสำเร็จของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ว่า มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสำเร็จของซูเปอร์คลัสเตอร์ด้วย คำถามที่ตามมาในทันทีก็คือ แล้วความสำเร็จของซูเปอร์คลัสเตอร์เหล่านี้ จะขึ้นอยู่กับอะไรบ้างและอย่างไร

ก่อนอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดว่า ตัววัดความสำเร็จของผลงานวิจัยเชิงประยุกต์ในทุกกรณีจะต้องขึ้นอยู่กับว่า ผลงานวิจัยนั้นสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจเอกชนเสมอไป มีกรณีตัวอย่าง อย่างน้อยสองกรณีที่ยืนยันว่า ข้อสรุปดังกล่าวไม่ถูกต้องเสมอไป

ตัวอย่างแรก ได้แก่กรณีที่แม้ว่าความรู้จากผลงานวิจัยจะสามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคม ในระดับสูงที่คุ้มค่ามากกว่าต้นทุนในการวิจัยก็ตาม แต่ผลประโยชน์ที่เกิดกับบริษัทเอกชน ในรูปของกำไรทางการเงินนั้น อาจมีไม่มาก เช่น นักวิจัยไทยสามารถคิดค้นชุดตรวจวัดเชื้อโรค ที่ให้ผลตอบแทนต่อสังคมที่สูงมาก แต่บริษัทผู้ผลิตเอกชนที่ใช้ผลวิจัยนี้ในเชิงพาณิชย์ จะได้รับผลกำไรทางธุรกิจที่ค่อนข้างน้อย เพราะว่าเอกชนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลกระทบภายนอกที่เป็นบวก ที่ตกอยู่กับสังคมมาอยู่ในรูปของกำไรในเชิงธุรกิจได้

ในกรณีเช่นนี้ก็ป่วยการที่จะไปฝืนบังคับให้นักวิจัยไปจับคู่ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการเอกชนเหมือนกับเงื่อนไขการให้ทุนวิจัยของหลายหน่วยงานในปัจจุบัน เพราะทางออกเชิงนโยบายที่ถูกต้องในกรณีนี้ ก็คือการที่ภาครัฐจะต้องเข้าไปลงทุนเอง เพื่อนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม หรือมอบให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ผลิตชุดตรวจวัดนั้น ออกมาจำหน่าย โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ เป็นต้น

ตัวอย่างที่สอง ได้แก่กรณีที่การแก้ปัญหาของผู้ประกอบการธุรกิจนั้นๆ เป็นประโยชน์เฉพาะตัวของบริษัทนั้นๆ เอง โดยไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ภายนอก ที่เป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อสังคมแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นที่ภาครัฐจะต้องให้ความช่วยเหลือบริษัทเอกชน ด้วยการสนับสนุนนักวิจัยภายนอก ให้เข้าไปช่วยทำวิจัยเป็นการเฉพาะเจาะจงแต่อย่างไร เพราะเป็นเรื่องของธุรกิจเอกชนเอง ที่จะต้องแก้ปัญหาของตน เพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น การที่ภาครัฐจะเข้าไปช่วยเหลือให้ภาคอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยทำวิจัยแก้ปัญหาร่วมกันนั้น จึงน่าจะเป็นกรณีที่ผลงานวิจัยร่วมนั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจแล้ว ยังจะก่อให้เกิดผลกระทบภายนอก ที่เป็นบวกต่อสังคมโดยรวมอย่างมากอีกด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าโครงการซูเปอร์คลัสเตอร์จะมีคุณสมบัติและศักยภาพที่ตรงกับเงื่อนไขนี้

เพื่อให้มีขอบเขตการพิจารณาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม สำหรับกรณีของซูเปอร์คลัสเตอร์ จึงขอหยิบยกคลัสเตอร์จังหวัดระยองขึ้นมาพิจารณาเป็นกรณีตัวอย่าง ด้วยเหตุผลว่า เป็นจังหวัดที่มีองค์ประกอบค่อนข้างครบถ้วน คล้ายกับคลัสเตอร์ชื่อดังอื่นๆ ของโลก

กล่าวคือ องค์ประกอบแรก เป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทางด้านพลังงงานของประเทศ โดยที่ภาคอุตสาหกรรมก็ยังขยายตัวต่อเนื่องอยู่ ซึ่งยืนยันได้จากข่าวล่าสุดที่ว่าภาคอุตสาหกรรมขอให้ปรับผังเมืองฉบับใหม่ ให้รองรับกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมมากขึ้น

องค์ประกอบที่สอง คือเรื่องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายจะเป็น 1 ใน 50 มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในปี 2578 ซึ่งเป็นเรื่องท้าท้ายมาก

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบทั้งสองประเภทข้างต้น เป็นเพียงองค์ประกอบพื้นฐานทางด้านกายภาพ ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันของภาคอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยในคลัสเตอร์เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของการทำงานร่วมกันนี้ ก็คือ ความทุ่มเทเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่ออุทิศให้กับงานแก้ปัญหาร่วมกันจนสำเร็จเป็นสำคัญ ซึ่งประเด็นนี้ได้รับการยืนยันอย่างจริงจังจากคำกล่าวของ Steve Jobs ที่ว่า เหตุผลเดียวที่เขาได้จัดทำหนังสือชีวประวัติของตนเองขึ้นมา ก็เพื่อที่จะให้ลูกๆ ได้รับรู้ว่า พ่อของพวกเขาที่เคยหายไปจากชีวิตในวัยเด็กของพวกเขานั้น ได้ไปทำงานอะไรไว้บ้าง ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวนั่นเอง

ประเด็นนี้ได้สะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่า การที่คนเราจะตัดสินใจทุ่มเทเวลาให้กับงานนั้น ลำพังเพียงสัญญาการจ้างงานหรือสัญญาการให้ทุนวิจัยเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้นักวิจัยชั้นเลิศจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกที่ตั้งเป้าไว้ ยอมทุ่มเททำงานได้ขนาดนั้น ยกเว้นแต่ว่าพวกเขาจะมีความพอใจในการทำงานที่เป็นของเขาเอง และมีความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้กับผู้ร่วมงานจากภาคอุตสาหกรรมเอกชน ที่มากพอเท่านั้น

หรืออีกนัยหนึ่งคือ มีการสะสมทุนทางสังคมภายในซูเปอร์คลัสเตอร์ที่มากเพียงพอนั่นเอง ความหมายของทุนทางสังคมอย่างเป็นทางการของประเทศกลุ่ม OECD ก็คือ “การสั่งสมระบบความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายสังคม ของกลุ่มบุคคลที่มีพื้นฐานความเชื่อถือ ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งนำไปสู่การมีกติกาและมาตรฐานการทำงานอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันในสังคมนั้น” ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็คือกรณีของ Silicon-Valley ในช่วงยุคบุกเบิกนั่นเอง  

โดยสรุปแล้ว ความสำเร็จของซูเปอร์คลัสเตอร์ที่เป็นรูปธรรม จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของมหาวิทยาลัย ที่จะผลิตนักวิจัยชั้นนำระดับโลกตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยมีผลงานวิจัยพื้นฐาน (Basic research) ที่เป็นความรู้ใหม่ที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ขณะเดียวกัน ก็สามารถนำความรู้ใหม่นั้นไปประยุกต์ใช้ต่อยอดในเชิงธุรกิจกับภาคอุตสาหกรรม และได้รับผลตอบแทนทางการเงินที่สูงมากพอ ดังตัวอย่างผู้บุกเบิกนวัตกรรมอย่าง Google ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการวิจัยพื้นฐานของภาครัฐ ก่อนจะมีการพัฒนาต่อยอดในเชิงธุรกิจ จนประสบผลสำเร็จนั่นเอง

ในอนาคต เมื่อเวลาความสำเร็จของซูเปอร์คลัสเตอร์ไทยมาถึง ก็หวังว่าเหล่านักเรียนไทยที่เป็นอดีตผู้พิชิตเหรียญทองโอลิมปิกวิชาการ และจบปริญญาเอกทั้งหลาย จะไม่ต้องพบกับ Dilemma ของการเลือกระหว่างการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไส้กิ่ว หรือการเป็นติวเตอร์โรงเรียนเอกชนชื่อดังที่มีรายได้ดีอีกต่อไป