วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงใหม่เศรษฐกิจไทย เผชิญแรงงานลดลงในอนาคต

จากที่ประมาณการว่า ไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงอายุ ที่จะมีอัตราเพิ่มขึ้น

เป็น 23.5% หรือเท่ากับ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศภายในปี 2573 โดยสังคมผู้สูงอายุจะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะคนในวัยแรงงานลดลงในอนาคต จะส่งผลต่อภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงด้วย ซึ่ง นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ธนาคารเครดิต สวิส คาดว่านอกจากไทยจะมีปัญหาในเรื่องความสามารถแข่งขัน โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ส่งผลต่อการส่งออกลดลง โดยที่ตัวเลขภาคการผลิต 30 เดือนที่ผ่านมาติดลบถึง 29 เดือน รวมทั้งต้องประสบกับการย้ายฐานของภาคอุตสาหกรรม ทั้งโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ไปยังจีนและฟิลิปปินส์ สิ่งที่สำคัญคือความเสี่ยงการผลิตในอนาคตที่เกิดจากปัจจัยทางด้านแรงงานที่มีกำลังแรงงานลดลง โดยที่การพัฒนาเป็นแรงงานระดับสูงยังทำไม่ได้มากนัก ทั้งนี้ในปี 2559 ยังมีความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ พร้อมๆกับเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจจีนเกิดวิกฤติ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหากับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีการส่งสินค้าไปจีนมากๆ หรือที่มีการกู้เงินในรูปสกุลเงินดอลลาร์จะมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจมากขึ้น

สำหรับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กลับเชื่อว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูป เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรม มีการลงทุนใหม่ๆในเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยดึงบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาเป็นหุ้นส่วนการลงทุน ทั้งการผลิตอาหารสำหรับอนาคต การสร้างผลิตภาพโดยใช้หุ่นยนต์ รวมทั้งการทำให้มีระบบเศรษฐกิจดิจิทัล หลังจากที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ใช้เงินไปทั้งหมด 52,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะชะลอผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาก่อนหน้านี้ และจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายไตรมาสที่ 4 ปีนี้ และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยจะไม่สร้างปัญหาในระยะยาว ถึงตรงนี้ต้องบอกว่าทุกอย่าง Save & Sound คือเป็นไปด้วยดี โดยรวมแล้วถือว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่ดี มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 168,000 ล้านดอลลาร์ แต่มีหนี้เพียง 50,000 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเรื่องการปฏิรูปและวางรากฐานเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในให้ 30 ล้านคนที่เป็นเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศมากกว่าจะtพึ่งพาการส่งออก

ทั้งนี้ ในวาระ 1 ปีครึ่งที่มีอยู่ ก็จะทำงานอย่างจริงจัง เพราะหากเศรษฐกิจไทยไม่มีการปฏิรูปที่จริงจัง จะเกิดปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจที่รุนแรง การส่งออกจะติดลบมากขึ้นในอัตราเร่ง ที่สำคัญคือการจัดทำงบประมาณ จะต้องใช้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับย่อย เน้นที่การพัฒนาเชิงพื้นที่ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด โดยสำนักงบประมาณปฏิรูปจัดทำงบปี 2560 เสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่10 พ.ย. แบ่งเป็น 6 ยุทธศาสตร์ 54 แผนงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ ลดปัญหาของบซ้ำซ้อน โดยตีกรอบไว้ 6 แนวทางคือ 1.ว่าด้วยความมั่นคง การปรองดองใน 4 จังหวัดภาคใต้ และกิจการต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง 2.ว่าด้วยการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ 3.ว่าด้วยการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของคน 4.ว่าด้วยการขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาจากฐานรากภายในประเทศ 5.ว่าด้วยเรื่องจัดการน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อความยั่งยืนของประเทศ และ 6.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน โดยภายใต้แนวการใช้งบประมาณนี้ จะเพิ่มอีก 1 หมวดว่าด้วยการดูแลผู้ชรา และจัดการระบบสวัสดิการ

โดยก่อนหน้านี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.วิรไท สันติประภพ แสดงความเป็นห่วงว่าไทยกำลังจะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งในอีก 4-5 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มว่ากำลังแรงงานจะลดน้อยลงมาก จึงเป็นความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจไทย และเป็นปัญหาที่จะต้องเร่งแก้ในระยะปานกลาง ซึ่งหมายถึงการที่ประเทศต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ที่จะต้องเป็นภาระทางการคลังในอนาคตเนื่องจากเป็นการปฏิรูปด้านอุปทานในภาคการผลิตของประเทศให้มีศักยภาพในการเติบโต และมีความยั่งยืนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภายใต้เศรษฐกิจและฐานะการคลังในปัจจุบัน ภาวะการขาดดุลไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นปัญหา แต่เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณประจำที่มีรายจ่ายสูงถึง 2.175 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากถึง 96% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2559 ที่มีวงเงินรวม 2.72 ล้านล้านบาทแล้ว ยิ่งทำให้มีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์บนพื้นฐานประชาชนที่มีฐานความรู้ เพื่อรับมือกับภาวะแรงงานที่กำลังถดถอยลงให้สามารถเพิ่มคุณค่า และมีมูลค่าเพิ่มในอนาคต