จากงาน “โครงการอบรมการป้องกันความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ครั้งที่14” หรือ CDIC 2015
วานนี้ (28 ต.ค.) เผยผลสำรวจจากหน่วยอาชญากรรมดิจิทัลของยักษ์ซอฟต์แวร์ ไมโครซอฟท์ ชี้เอเชียมีมากกว่า 5 ล้านไอพีแอดเดรส ที่ถูกเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ที่มีซอฟต์แวร์ ที่ไม่ปลอดภัยจำนวนหลายล้านเครื่อง และที่น่าสนใจคือ ในจำนวนนี้ “ไทย” ติดท็อป 5 ประเทศในอาเซียนที่มีอัตราเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์สูงที่สุด หรือติดอันดับ 25 จากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์เกือบ 400 ล้านคนในแต่ละปี ต้องสูญเสียเงินรวมกันถึง 1.13 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังระบุถึงเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2559 ว่า สิ่งที่จะเจออันดับแรกคือ การโจมตีของแฮคเกอร์เริ่มยกระดับเป็นอุตสาหกรรม มีการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อโจมตีในระดับชาติ ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงสุดที่สุดในขณะนี้ ทั้งยังเป็นยุคที่เกิดภัยคุกคามแบบที่ระบุตัวตนไม่ได้ ข้อมูลพบว่า 96% ของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันเป็นข้อมูลที่ค้นหาไม่เจอ หรือเข้าถึงไม่ได้ด้วยเครื่องมือค้นหาทั่วไป เช่น ดาร์คเว็บ หรืออินเทอร์เน็ตในมุมมืดซึ่งเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ราว 7.9 เซตาไบต์ ซึ่งส่วนที่เข้าถึงนั้นมีเพียง 4% เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นช่องโหว่ที่จะถูกโจมตีหรือสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็นหรือคาดเดาไม่ได้ว่าเป็นอะไร
ปี 2559 ยังมีแนวโน้มที่อุปกรณ์รอบตัวจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์) ที่จะส่งผลให้เกิดภัยคุกคามที่ตามมากับอุปกรณ์ดังกล่าวมากขึ้น สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือ การสร้าง “อินเทอร์เน็ต ออฟ ทรัสต์” ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นและวางใจในการใช้อินเทอร์เน็ตให้ได้ ช่องโหว่ที่มาจากผู้ให้บริการจะเกิดมากขึ้น และการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวที่แลกมากับการใช้บริการฟรีต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องให้ความสนใจกับนโยบายต่อท้าย (ไพรวาซี โพลิซี) ก่อนตัดสินใจใช้แอพพลิเคชั่นหรือบริการต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต
ส่วนเจเนอเรชั่นใหม่ที่เรียกว่า “ซี-เจเนอเรชั่น” ที่เป็นกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์โดดเด่น ไม่ขึ้นกับอายุ มีพฤติกรรมเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา มีนิสัยชอบแชร์โดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อน และชอบความสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเพราะจะนำพาภัยคุกคามมาโดยไม่รู้ตัว จากสถานการณ์ภัยคุกคามที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ประเทศหรือผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเริ่มวางระบบหรือมีมาตรการที่ชัดเจนขึ้นเพื่อให้ระบบสามารถดำเนินต่อได้เมื่อถูกโจมตี โดยนายปริญญา หอมเอนก อุปนายกสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA) และประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า บ้านเมืองที่ไม่มีกลยุทธ์ดูแลด้านไซเบอร์ ซิเคียวริตี้ ก็ต้องดูแลตัวเอง
แต่อีกเวทีหนึ่ง นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งไปกล่าวปาฐกถาเรื่อง พลิกโฉมเศรษฐกิจ การลงทุนไทย ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลนี้ รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่เฉพาะในภาคการสื่อสาร แต่ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น การไปสู่ดิจิทัลไทยแลนด์
ส่วนของความปลอดภัยทางไซเบอร์นั้น กระทรวงไอซีทีมีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. เป็นหน่วยงานช่วยประสานด้านความปลอดภัยให้ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยหน่วยงานดังกล่าวมีทั้งบุคลากรและเครื่องมือทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ ส่วนการตามหาแฮคเกอร์ Anonymous ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีนั้น ยังระบุตัวตนไม่ได้ และกฎหมายไทยใช้ได้เฉพาะในประเทศไทย แต่กระทรวงไอซีทีไม่นิ่งนอนใจในการตามหาผู้กระทำผิด ซึ่งภาครัฐและเอกชนเองก็ต้องพร้อมรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาด้วย
สรุปว่า ท่ามกลางภัยคุกคามที่มากขึ้นเอกชน และรัฐต่างต้องช่วยกันดูแล









