วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กองทุน Global Silver Age ปะทะ Healthcare: ใครโดนกว่า (2)

ในครั้งที่แล้ว ผมได้เกริ่นถึงข้อดีและข้อเสียของกองทุน Global Silver Ageไป ครั้งนี้จะขอพูดถึง

ข้อเสียอีกหนึ่งประการ ของกองทุน Global Silver Age ได้แก่ การที่กองทุนดังกล่าวเกาะติด Theme ของชาววัยเกษียณกระเป๋าตุง ภายใต้สโลแกน “ถึงแก่แต่ใช้เงินเก่ง”จึงทำให้กองทุนนี้จำเป็นที่ต้องมีการลงทุนในเซกเตอร์ Consumer Discretionaryอาทิ รถยนต์ เนื่องจากคนรวยมักซื้อกัน ทว่า อย่างที่ทราบกันว่า เซกเตอร์ดังกล่าวมีคู่แข่งรายใหม่ที่เป็น Disruptorอยู่มากราย อาทิ Tesla ที่ตั้งใจจะผลิตรถยนต์แบบใช้ไฟฟ้าอย่างเดียว จน CEO ของ BMW เครียดถึงขนาดล้มลงกลางงานเปิดตัวรถยนต์ใหม่ หรือ Volkswagen ยังต้องแอบเปลี่ยนซอฟต์แวร์ในการวัดไอเสียของตนเอง ที่สำคัญ จากตารางที่แสดงส่วนต่างกำไรระหว่างบริษัท Top 5 และ Bottom 5 ของเซกเตอร์ ค่อนข้างต่ำ ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่าตัว Theme ในบางครั้งก็เป็นจุดที่ถือว่าเป็นอุปสรรคของกองทุน Global Silver Age อยู่เหมือนกัน

คราวนี้ มาพิจารณาข้อดีและข้อเสียของกองทุน Healthcare กันบ้าง ขอเริ่มจากจุดด้อยของ กองทุน Healthcare ก่อนนะครับ

หนึ่ง นับจากนี้ไป หุ้นกลุ่ม Healthcare จะตกเป็นเป้าหลักในการหาเสียงของนางฮิลลารี คลินตัน ที่ถึงตรงนี้มีโอกาสเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมากที่สุด โดยนางคลินตันได้ทวีทข้อความที่ว่า จะจัดการกับบริษัทยาที่ตั้งราคายาไม่เป็นธรรมอย่างเด็ดขาด เท่านี้ราคาหุ้นของบริษัทยาอันดับต้นๆ บางแห่งของสหรัฐก็ร่วงลงกว่าร้อยละ 60 ภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน

มีเรื่องที่ถือว่าเป็นเกร็ดที่แสดงถึงโอกาสในการทำกำไร ที่อาจดูหมิ่นเหม่ต่อความถูกต้องจากบริษัทยาในสหรัฐไว้ว่า ในอเมริกา มีเด็กหนุ่มสมองใสนามว่า มาร์ติน เชอคลี่ ในวัย 17 ได้เขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์ธุรกิจชื่อดังของอเมริกา เพื่อขอเรียกร้องความเป็นธรรม ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งถึงแม้ผลการเรียนของเขาจะไม่ถึงเกณฑ์ ที่ควรจะเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการ อย่างไรก็ดี เขาอ้างว่าระหว่างเรียนมัธยมศึกษา ได้ฝึกงานที่บริษัทการเงินในวอลล์สตรีท และได้สอบเทียบข้ามชั้นไปหลายระดับ ก่อนจบ ม.ปลาย และก็ทำสำเร็จเสียด้วย เวลาผ่านไปอีก 17 ปีต่อมา หลังจากไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนักในวอลล์สตรีท เขาก็ได้เจ้าของสิทธิยาที่ชื่อว่าDaraprim ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งและโรคเอดส์ ร่ำรวยเป็นเศรษฐี ด้วยการเพิ่มราคาจาก 13.5 ดอลลาร์ เป็น 750 ดอลลาร์ต่อเม็ด

ทั้งนี้ จากการที่กำไรในปีก่อนของเซกเตอร์ Healthcare สูงกว่ารายอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมถึงกระแสสังคมที่ต่อต้านการขายยาราคาแพง ส่งผลให้การสำรวจของผู้จัดการกองทุนในสัปดาห์ที่แล้ว ประเมินว่าราคาหุ้นในกลุ่ม Healthcare จะเติบโตไม่โดดเด่นมากนักในปีนี้

สอง ที่ผ่านมา หุ้นในกลุ่ม Healthcare  อาจจะถือว่าเป็น “เพชรในตม”ก็ว่าได้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะไปสนใจ Apple Google หรือ Alibaba เพราะดูแล้วหวือหวากว่า ทำให้บรรดากองทุนต่างๆ ที่เป็น Active Fund มักจะทำกำไรชนะดัชนีอ้างอิงได้เสียเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ในปีนี้และปีหน้าที่หุ้นกลุ่ม Healthcare จะเป็นที่จับตาในช่วงก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เรื่องตั้งราคาสูงเกิน จะเป็นแรงกดดันให้กองทุนประเภทนี้มีผลประกอบการที่ดียากกว่าก่อน

สำหรับข้อดีของ กองทุน Healthcare มีดังนี้

ประการแรก คือข้อได้เปรียบของหุ้นกลุ่ม Healthcare คือ มี Value Creation แทบจะตลอดเนื่องจากโดยธรรมชาติของการรักษาผู้ป่วยและคนชรา ต้องเริ่มจากอุตสาหกรรมต้นน้ำ อันได้แก่ เครื่องมือแพทย์ การวิจัยเพื่อคิดค้นตัวยา ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ โรงพยาบาล และการบริการทางความงาม เป็นต้น เปรียบเทียบคล้ายกับ บริษัทอมรินทร์ หรือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ธุรกิจมีลักษณะเป็น Vertical Integration ทำให้มีโอกาสสร้างกำไรได้ง่ายกว่า แถมด้วยมีการควบรวมบริษัทหรือ M&A อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดที่สร้างมูลค่าเพื่มให้บริษัทในกลุ่มนี้อยู่ตลอด

ข้อดีที่สอง ได้แก่ หุ้นกลุ่ม Healthcare ยังไปได้อีกไกลและค่อนข้างนาน เนื่องจากสังคมผู้สูงอายุ จะเวียนไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยแม้ประเทศพัฒนาแล้ว จะอิ่มตัวยังมีภูมิภาคกำลังพัฒนารออยู่อีกหลายแห่ง

หากจะถามว่าระหว่างกองทุน Global Silver Age กับ Healthcare ชอบอย่างไหนมากกว่า ต้องบอกว่า รักพี่เสียดายน้อง แต่ในใจลึกๆ ผมยังแอบชอบอย่างหลังมากกว่านิดๆ เพราะมีศักยภาพสูงโดยธรรมชาติของมันเองดังที่กล่าวไว้ข้างต้นครับ

หมายเหตุ สนใจการเปรียบเทียบผลตอบแทนและการวิเคราะห์เพิ่มเติมระหว่าง กองทุน Global Silver Age และ Healthcare ติดตามได้ทาง fb.com/MacroView ทาง Blog:bonthr.blogspot.com และ LINE ID: MacroView