วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมระดับท้องถิ่น (1)

ได้อ่านข้อความที่เป็นความเห็นของประชาชนข้อความหนึ่ง ที่สะท้อนระบบยุติธรรมในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

ซึ่งเมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจอย่างมาก โดยประชาชนผู้นี้ได้เขียนข้อความสั้นๆ ว่า “ควรให้ความรู้และอบรมในเรื่องกฎหมายต่างๆ แก่ประชาชน ไม่ใช่เอากฎหมายมาทำร้ายประชาชนที่ไม่เข้าใจ” ข้อความนี้น่าจะตรงกับความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากของประเทศ และแสดงให้เห็นว่า ระบบและกระบวนการยุติธรรมของเรา ยังไม่ได้ตอบสนองปัญหาพื้นฐานของประชาชนอย่างแท้จริง

แท้จริงแล้ว ในปัจจุบันประเทศไทยก็ได้มีการปรับระบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และระบบสร้างความยุติธรรมในท้องถิ่น ที่มีลักษณะพิเศษมาแล้วในระดับหนึ่ง กล่าวคือ ในส่วนการปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ได้จัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ทั้งระดับจังหวัดที่เรียกว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และระดับตำบลที่เรียกว่า องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แต่ทั้ง อบจ. และ อบต. ต่างก็เป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่หัวหน้าองค์การยังมีอำนาจหน้าที่อย่างค่อนข้างจำกัดในเขตปกครอง และหลายๆ อย่างยังอยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นข้าราชการจากส่วนกลาง ที่ถูกส่งมาทำหน้าที่บริหารจัดการในส่วนภูมิภาคระดับสูงสุดคือจังหวัด จึงอาจกล่าวได้ว่า เมื่อยกเว้นกรุงเทพมหานครแล้ว การบริหารจัดการส่วนจังหวัด ยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัด และจังหวัดก็ไม่มีอำนาจบริหารจัดการตนเองได้โดยสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ จังหวัดจึงควรมี “ผู้ว่าการ” (Governor) ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือวิธีการอื่นใดที่สามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้เต็มที่ และมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ

ในระดับถัดลงมาคือ ระบบการให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษา ซึ่งต่างก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐจากส่วนกลาง ที่ไปทำหน้าที่ในส่วนภูมิภาค ด้วยระบบอำนวยความยุติธรรมของแต่ละจังหวัด เป็นเพียงการอำนวยความยุติธรรมขั้นต้น การสิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรมจึงมักจะจบลง ที่ส่วนกลางที่มีอำนาจหน้าที่เหนือกว่า กระบวนการนี้ใช้เวลานาน และบางครั้งถึงแม้จะจบลงได้ แต่ความล่าช้าก็ทำให้เกิดผลร้ายต่อคู่ความ เกินกว่าที่ควรจะเป็น ประชาชนคู่พิพาทจำนวนมากไม่สามารถจบคดีได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินการได้เฉพาะส่วนกลาง เป็นปัญหาต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย ไม่มีค่าใช้จ่าย และต้องเสียเวลาทำมาหากินเพื่อเลี้ยงตัวเอง และในที่สุดก็ต้องพ่ายแพ้ อันเกิดจากความล่าช้าดังกล่าว

เพื่อปฏิรูประบบอำนวยความยุติธรรมในระดับท้องถิ่น จึงมีความคิดว่า ถ้าข้อพิพาทหรือคดีความสามารถทำให้สำเร็จลุล่วงไปได้ภายในท้องถิ่น ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก จึงมีความเห็นว่าน่าจะมีผู้ทำหน้าที่ด้านรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมชุมชน ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือได้มาโดยวิธีการอื่นใดที่เรียกว่า Provincial Police Commissioner มีอัยการท้องถิ่นที่ทำหน้าที่ฟ้องร้องดำเนินคดีผู้กระทำความผิด ในคดีที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นเรียกว่า District Attorney / Provincial Public Prosecutor และมีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาตุลาการคดีที่เกิดในท้องถิ่นที่เรียกว่า Provincial Justice of the Peace ซึ่งทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง หรือได้มาโดยวิธีอื่นใด ที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระในท้องถิ่น

ผู้ว่าการจังหวัด (Governor / Chief Provincial Officer)

“ผู้ว่าการจังหวัด” ในที่นี้จะเป็นมากกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าการจังหวัดได้มาจากการเลือกตั้ง หรือโดยวิธีการอื่นใด ให้ทำหน้าที่บริหารจัดการในเขตพื้นที่จังหวัดที่ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งให้ดูแล ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้บริหารในจังหวัด (Chief Executive) การดำรงตำแหน่งมีวาระ และ การเข้ามาทำหน้าที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯจากพระมหากษัตริย์ ผู้ว่าการจังหวัดหนึ่ง เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯแล้วไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นผู้ว่าการจังหวัดอื่นได้ ผู้ว่าการจังหวัดจะประกอบด้วย ทีมงานรองผู้ว่าการ (Lieutenant Governors) ที่จะช่วยดูแลบริหารจัดการในทุกเรื่องของจังหวัด ไม่ว่าการจัดทำงบประมาณ การให้บริการสาธารณะ การอำนวยความยุติธรรม และอื่นๆ แต่ไม่รวมถึงความมั่นคงของประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การบริหารจัดการภายในจังหวัด จะเป็นลักษณะการออกกฎระเบียบของจังหวัด ผ่านสภาจังหวัด (Provincial legislative Assembly) ที่สามารถออกกฎระเบียบจังหวัดที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อำนาจของผู้ว่าการจังหวัดมากพอที่จะใช้สิทธิไม่เห็นด้วย (Veto) การออกกฎระเบียบของสภาจังหวัดได้

หัวหน้าคณะผู้รักษาความปลอดภัยและความสงบสุขท้องถิ่น (Provincial Police Commissioner)

“หัวหน้าคณะผู้รักษาความปลอดภัยและความสงบสุขท้องถิ่น” อาจมาจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้งจากผู้มีประสบการณ์ ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิชาชีพตำรวจแต่เพียงอย่างเดียว งานของผู้รักษาความปลอดภัยเป็นงานบริการชุมชน (Community Service) ที่จะต้องคำนึงถึงความสงบสุขของชุมชนที่มิได้เฉพาะในเรื่องการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิด ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ไม่จำเป็นที่จะต้องจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (Police Cadet) แต่อาจมาจากผู้บริหารที่มีความรู้และประสบการณ์ เกี่ยวกับการบริหารจัดการภาคสาธารณะ มีความรู้ความเข้าใจในจิตวิทยาชุมชน และการป้องกันอุบัติภัยอันเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ วินาศภัยหรือภัยธรรมชาติโดยเฉียบพลัน (Emergency Management) ตลอดจนเรื่องความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในสังคม การทำหน้าที่ตำรวจ เช่น งานสืบสวนสอบสวน จะเป็นงานของตำรวจโดยเฉพาะ ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานปฏิบัติการ ส่วนหน้าที่ของหัวหน้าคณะฯ จะเป็นงานของหัวหน้าองค์กรทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่งานตำรวจ

หัวหน้าอัยการท้องถิ่น (District Attorney / Chief Provincial Prosecutor)

“หัวหน้าอัยการท้องถิ่น” อาจมาจากการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้งแล้วแต่ที่กฎหมายกำหนด แต่จะทำหน้าที่หลักใน การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในทางอาญาในท้องที่จังหวัดนั้น หรือทำหน้าที่โจทก์ในคดีอื่นที่มิใช่คดีอาญาในกรณีที่จังหวัดเป็นโจทก์ หัวหน้าอัยการท้องถิ่นจะเป็นหัวหน้าคณะอัยการท้องถิ่น งานของสำนักงานอัยการท้องถิ่น อาจครอบคลุมงานอื่นๆ ด้วย อาทิ งานคุ้มครองและให้บริการชุมชน (Protecting the Public and Serving the Community) งานจริยธรรมในการดำเนินคดีเกี่ยวกับความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา (Ethical Prosecution of Criminal and Civil Offences) หรืองานปกป้องสิทธิของผู้เสียหายและพยาน (Safeguarding the Rights of Victims and Witnesses) เป็นต้น