ในโลกธุรกิจคำว่า “ซีเอสอาร์” อันย่อมาจาก Corporate Social Responsibility หรือ “ความรับผิดชอบต่อสังคม”
นั้น วันนี้นับว่าได้เข้าสู่กระแสหลัก หากวัดจากแคมเปญและโฆษณาต่างๆ ของบริษัททั่วโลก
อย่างไรก็ดี “ความหมาย” ที่แท้จริงของซีเอสอาร์ ยังคงเป็นที่ถกเถียงและช่วงชิงความหมาย เนื่องจากแต่ละธุรกิจย่อมมีลักษณะและธรรมชาติไม่เหมือนกัน ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียว่าบริษัทควรแสดง “ความรับผิดชอบ” อย่างไร จึงย่อมจะแตกต่างกันไปด้วย
ทุกวันนี้ รัฐบาลหลายประเทศอ้าง “ความมั่นคงของชาติ” เป็นเหตุผลในการใช้เครื่องมือสอดส่องสอดแนม และเซนเซอร์การสื่อสารออนไลน์ของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ผลการวิจัยและสำรวจมากมายยืนยันว่า การสอดแนมทุกคนทุกเวลาแบบ “เหวี่ยงแห” ดังโครงการรัฐบาลอเมริกันที่ เอ็ดวาร์ด สโนว์เดน แฉนั้น มีส่วนน้อยมากในการช่วยควานหา และจับกุมผู้ก่อการร้าย (ภัยต่อความมั่นคง) เนื่องจากเพิ่ม “คลื่นรบกวน” (noise) – ปริมาณข้อมูลมหาศาล ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการก่อการร้าย ดังนั้น จึงทำให้เจ้าหน้าที่เสียเวลาและทรัพยากรโดยใช่เหตุ
ส่วนการเซนเซอร์เนื้อหานั้น รัฐมักจะอ้างว่าจำเป็นต่อการจัดการกับเนื้อหาบางอย่างที่เป็น “ภัยต่อความมั่นคง” แต่ในความเป็นจริง มันยิ่งฉุดรั้งการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” และการกำกับดูแลกันเองหรือ self-regulation ของสังคม ซึ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ นอกจากนี้ การเซนเซอร์เนื้อหายังส่งผลให้ปัญหาต่างๆ ถูกกวาดเข้าใต้พรม แทนที่จะได้ถกเถียงกันในสังคม อีกทั้งยังมิได้เป็นหลักประกันใดๆ ว่า ผู้กระทำผิด (ในกรณีที่ละเมิดกฎหมายความมั่นคงอย่างชัดเจน) จะถูกจับกุมและนำตัวมาลงโทษ
ในเมื่อการสอดแนมของรัฐไม่ช่วยแก้ปัญหาการก่อการร้าย และการเซนเซอร์เนื้อหาไม่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม แถมยังเป็นการ “ดูถูก” วิจารณญาณของประชาชนอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการคุมคามสิทธิส่วนบุคคล จึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนทั่วโลก ในฐานะ “ลูกค้า” ของผู้ประกอบการดิจิทัล จะเรียกร้องให้ผู้ประกอบการปกป้องคุ้มครองความเป็นส่วนตัวมากขึ้น “อ่อนข้อ” น้อยลงต่อรัฐที่เถลิงอำนาจ
พูดอีกอย่างคือ ยุคนี้รูปธรรมของ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ของผู้ประกอบการดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทโทรคมนาคม ผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือไอเอสพี โปรแกรมเมอร์ สตาร์ทอัพ ฯลฯ จะต้องมี “การคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว” เป็นหัวใจที่ขาดไม่ได้
ผู้บริโภคไทยยังไม่ตระหนักเรื่องความเป็นส่วนตัวออนไลน์เท่าที่ควร (แต่มีแนวโน้มดีขึ้นหลังเกิดกระแสการต่อต้านนโยบาย single gateway) ส่วนผู้ประกอบการไทยโดยรวม ก็ยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควรเช่นกัน (อ่านรายละเอียดได้จากรายงาน “โครงการวิจัยความเป็นส่วนตัวออนไลน์” โดยเครือข่ายพลเมืองเน็ต - https://thainetizen.org/privacy-report-2014/)
ในระดับสากล Global Network Initiative (GNI - โครงการเครือข่ายโลก) แนวร่วมระหว่างองค์กรไม่แสวงกำไรด้านสิทธิมนุษยชน บริษัท และนักวิชาการ ซึ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่ร่วมเป็นสมาชิกหลายแห่ง อาทิ ไมโครซอฟต์ ยาฮู! เฟสบุ๊ค และกูเกิล ออกแถลงการณ์สั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ในวาระที่ผู้เสนอรายงานพิเศษขององค์กรสหประชาชาติ (Special Rapporteur) ออกรายงานเสนอกลไกทางกฎหมาย ที่จะกำกับความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพการแสดงออก กับการใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสและเทคโนโลยีอื่นๆ สำหรับการทำธุรกรรมและสื่อสารอย่างปลอดภัยในโลกออนไลน์
แถลงการณ์สั้นสรุปสถานการณ์และหลักการที่ GNI เห็นว่าควรใช้กับเรื่องนี้ไว้ว่า
“ทุกรัฐบาลต้องรับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมาย และรับมือกับประเด็นความมั่นคงของชาติ ความรับผิดชอบนั้น รวมถึงการปรับปรุงความมั่นคงปลอดภัยของคอมพิวเตอร์และเครือข่าย การคุ้มครองพลเมืองจากอาชญากรรมไซเบอร์ และการคุ้มครองเด็กออนไลน์ GNI เป็นกังวลต่อข้อเสนอและพฤติกรรมของรัฐซึ่งลิดรอนความมั่นคงปลอดภัยดิจิทัลของปัจเจก ในการพยายามบรรลุเป้าหมายของการบังคับใช้กฎหมาย การลิดรอนความมั่นคงปลอดภัยดิจิทัล มักจะคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและความเป็นส่วนตัวของปัจเจก
“รัฐบาลต่างๆ ควรสนับสนุนการเข้ารหัสขั้นสูง (strong encryption) ไม่ใช่ไปบั่นทอนมาตรฐานความปลอดภัย พวกเขาไม่ควรกำหนดให้แพลตฟอร์ม ต้องรับผิดต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้เป็นคนโพสต์ เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้พื้นที่สำหรับการแสดงออกอย่างเสรีหดแคบลง และอาจฉุดรั้งการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ปลอดภัย
“บริษัทไอซีทีมีพันธะที่จะทำตามข้อเรียกร้องของรัฐที่ชอบด้วยกฎหมาย (lawful) และบริษัทก็สามารถและสมควรมีบทบาทในการรับมือกับข้อกังวลที่มีเหตุมีผล อย่างเช่นอาชญากรรมไซเบอร์ ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยออนไลน์ของเด็ก แต่การรับมือกับประเด็นเหล่านี้ควรอยู่ในกรอบของนิติรัฐ และไม่ก้าวก่ายความรับผิดชอบของบริษัทในการเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้”
แน่นอนว่า ผู้ประกอบการดิจิทัลย่อมเผชิญกับความท้าทายสูงสุด ในประเทศที่หลักนิติรัฐถูกทำลาย คำสั่งของเผด็จการที่ลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัวถูกอ้างว่า “ชอบด้วยกฎหมาย” โดยอัตโนมัติ สถาบันต่างๆ ในระบบยุติธรรมไร้พลังที่จะต่อกร ผู้ประกอบการที่ใส่ใจในสิทธิของลูกค้าถูกข่มขู่คุกคามให้ร่วมมือกับรัฐ ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่ใส่ใจ ก็ลิงโลดดีใจกับแนวโน้มที่จะได้รับรายได้งามๆ จากรัฐ กระตือรือร้นส่งข้อเสนอที่จะจัดตั้งเครื่องมือสอดแนมหรือ single gateway ร่วมประกวดราคาอย่างแข็งขัน โดยที่ประชาชนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ใดๆ
สิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้ในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ คือ การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ยืนกรานที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ไม่ยอมส่งข้อมูลให้รัฐง่ายๆ และเปิดเผยข้อมูลความพยายามที่จะคุกคามหรือละเมิด ให้ผู้ใช้ได้รับรู้มากที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น ในเดือนตุลาคม 2558 เฟสบุ๊คประกาศเพิ่มฟีเจอร์ (feature) ใหม่ โดยจะแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ทันที หากพบว่าบัญชีผู้ใช้กำลังถูกคุกคามหรือพยายาม “แฮค” โดยมีรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการอยู่เบื้องหลัง
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของเฟสบุ๊คอธิบายว่า เหตุผลที่บริษัทตัดสินใจเพิ่มการแจ้งเตือนดังกล่าว คือ ความพยายามที่จะแฮคของรัฐนั้น ยากยิ่งที่ผู้ใช้จะล่วงรู้หรือป้องกันตัวเองได้ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์นี้ เฟสบุ๊คจะส่ง “โค้ดความปลอดภัยพิเศษ” ให้ผู้ใช้ล็อกอินเข้าบัญชี
เฟสบุ๊คเป็นเพียงบริษัทล่าสุดที่ให้ความสำคัญมากขึ้น กับการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ หลังจากที่ถูกประณามมานานหลายปี
ก่อนหน้านี้ ทวิตเตอร์ (Twitter) ได้รับเสียงชื่นชมมากมาย จากกรณีที่ “สับขาหลอก” รัฐบาลเผด็จการในทวีปตะวันออกกลางได้สำเร็จ
สมัย “อาหรับ สปริง” (Arab Spring) หรือกระแสการชุมนุมประท้วงเผด็จการไม่กี่ปีก่อน ซึ่งทวิตเตอร์เป็นแพลตฟอร์มสำคัญของประชาชน รัฐบาลอยากจับกุมประชาชนผู้ประท้วง ไปขอให้บริษัททวิตเตอร์เพิ่มฟีเจอร์ “ระบุตำแหน่ง” ของผู้ใช้ รัฐจะได้รู้ว่าอยู่ตรงไหน ไปจับได้ง่ายๆ
ทวิตเตอร์ยอมทำตาม แต่ขณะเดียวกัน ก็จงใจโค้ดออฟชั่น ให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปแก้โลเกชั่นเองได้
ใครไม่อยากให้ตำรวจรู้ว่าตัวเองนั่งประท้วงกลางจัตุรัสในตูนีเซีย ก็แค่เข้าไปแก้โลเกชั่นเป็นสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่นได้ตามอัธยาศัย
ทวิตเตอร์จึงเท่ากับว่าทำตาม “คำขอความร่วมมือ” ของรัฐ และรักษาสิทธิของผู้ใช้ไปพร้อมกัน






