วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

IUU :EU นักล่าตัวจริง

ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ถูกตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ด้านแรงงาน (Tier 3)

 จากฝั่งสหรัฐ และโจทย์ IUU จากฝั่งยุโรป ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ IUU เพราะจากการติดตามการทำงานของ ศปมผ. มาตั้งแต่แรก บอกตรงๆ ว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งใน “หลักการ” แต่ไม่เห็นด้วยกับ “วิธีการ” 

ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเข้าใจวัตถุประสงค์หลักของสหภาพยุโรป (EU) หรือไม่ว่า การที่เขาใช้กฎระเบียบ IUU (Illegal Unreported and Unregulated Fishing) มากดดันให้เราปฏิบัติตามนั้น เกิดจากความต้องการให้มี “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” ของอียูเป็นสำคัญ ด้วยเชื่อว่า หากปล่อยให้ไทยทำการประมงโดยไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม ในอนาคตประเทศไทยอาจจะไม่มีสินค้าสัตว์น้ำส่งไปขายให้คนยุโรปบริโภค   

ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารของประเทศเขามากขึ้น วิธีการหนึ่งก็คือ ยืมมือคนไทยด้วยกัน ทำลายประมงพาณิชย์ขนาดกลางและเล็ก ให้หมดไปจากอุตสาหกรรม จากนั้นบริษัทจับปลาที่มีชื่อคนไทยเป็นนอมินี และมีคนสัญชาติยุโรปเป็นเจ้าของก็จะเกิดขึ้น และชาวประมงไทยที่ได้ชื่อว่ามีฝีมือในการจับปลาเก่งเป็นอันดับ 12 ของโลก (แต่จำต้องขายเรือทิ้งไป) ก็จะเข้ามาเป็นลูกจ้างของบริษัทเหล่านี้ จากนั้นบริษัทที่ว่านี้ ก็จะทำการจับปลาในน่านน้ำของเรา ส่งไปขายในอียูในระดับราคาที่เขากำหนดได้เอง กรณีเช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วในทวีปแอฟริกา

โดยอียูได้เข้าไปแย่งซื้อสิทธิการทำประมงจากประเทศยากจนในแอฟริกาไว้เกือบทั้งหมด แล้วส่งกองเรือเข้าไปจับปลาในน่านน้ำของแอฟริกาจนหมดสิ้น โดยมีเรืออวนลากยักษ์ชื่อ ATLANTIC DAWN ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากอียูเป็นเรือนำ ทำการจับสัตว์น้ำทุกชนิดและทุกขนาด (อ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ SAMUDRA) จนไม่เหลือให้ชาวประมงพื้นบ้านใน Senegal ได้จับ

ความชั่วร้ายของอียูยังเข้าไปคุกคาม โดยผ่านการให้โครงการช่วยเหลือกับประเทศที่อยู่รอบ VictoriaLake ด้วยการเอาปลา Nile Perch ไปปล่อยในทะเลสาบ และบอกว่าจะเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำให้กับคนท้องถิ่นได้กิน แต่ปลานี้ได้กินปลาท้องถิ่นสูญพันธุ์ไปหลายชนิด เมื่อปลาโตเต็มที่จะถูกจับแล่เอาเนื้อส่งไปยังอียู คนท้องถิ่นได้กินแต่หัวและก้างปลาที่อียูเหลือทิ้งไว้ให้เท่านั้น (หาดูได้จากหนังสารคดีเรื่อง Darwin’s Nightmare)

หันมามองบ้านเราก็น่าเป็นห่วง เมื่อการดำเนินการเกี่ยวกับ การบริหารจัดการประมงของ ศปมผ. มีผลให้เรือประมงจำนวนหนึ่ง (ขนาดกลางและเล็ก) ไม่สามารถออกทำการประมงได้ เพราะขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนดขึ้นมานั้น ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของการทำประมง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันจาก NGO บางคนที่ปักธงเล่นบทรักษ์ทะเลไทย ให้ข้อมูลแบบสุดโต่งเพื่อสร้างภาพปกป้องประมงพื้นบ้าน และโจมตีประมงพาณิชย์ว่าเป็นผู้ร้าย ทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมทั้งพยายามโยงอวนลากไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ ของการประมงที่ใช้ปลาป่นไปผลิตอาหารสัตว์ว่า เป็นสาเหตุให้มีการจับปลาเป็ดกันมาก ทำให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านการประมงหลงเชื่อ

ในการบริหารจัดการประมงนั้นจะต้องใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย และในการจัดการจะต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตของชาวประมง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ ตลอดจนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป โดยแนวคิดของการอภิบาลการประมง (Fisheries Governance) นั้นได้นำเสนอไว้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาของการประมง เป็นปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน จึงอย่าคาดหวังว่าจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด และจะไม่สามารถทำได้และเห็นผลภายในระยะเวลาอันสั้น ที่สำคัญ ในการบริหารจัดการจะต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย (อ่านเพิ่มได้จากหนังสือ Interactive Fisheries Governance)

แต่การจัดการประมงทะเลของไทย กลับใช้แนวคิดของตะวันตกมาใช้ โดยละเลยที่จะระวังว่าทฤษฎีของตะวันตกนั้น พัฒนามาจากการประมงสัตว์น้ำชนิดเดียว (Single species Fisheries) การประเมินหาจุดสูงสุดของการทำการประมง หรือค่า MSY (Maximum Sustainable Yield) ก็หาเฉพาะแต่ละชนิด แต่ประเทศไทยทำการประมงที่หลากหลายชนิด (Multi species Fisheries) ค่า MSY ที่ใช้อยู่จึงออกมาในลักษณะของกลุ่มปลาหน้าดินและปลาผิวน้ำ ซึ่งจะมีความคลาดเคลื่อนสูง เพราะค่าอัตราการเจริญเติบโต อัตราการทดแทนที่ และอัตราการตายโดยธรรมชาติของสัตว์น้ำแต่ละชนิด ในกลุ่มปลาหน้าดินและปลาผิวน้ำ จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ในการบริหารจัดการต้องใช้ข้อมูลด้านอื่นประกอบด้วย มิใช่ยึด MSY แต่เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การที่กลุ่ม EU ใช้มาตรการกำหนดโควตาการจับปลามาบริหารจัดการประมง แต่ก็ไม่สามารถคงความอุดมสมบูรณ์ไว้ได้ เพราะชาวประมงอียูจะทิ้งสัตว์น้ำที่ไม่ได้รับการจัดสรรโควตา หรือสัตว์น้ำที่ได้รับโควตาแต่มีขนาดเล็กลงทะเล ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรประมง และเกิดมลภาวะในทะเล ขณะที่ไทยนั้น ปลาเป็ดจะถูกจับขึ้นมาทั้งโดยประมงพาณิชย์และพื้นบ้าน หากจะลดปริมาณการจับลง ก็ต้องมีการศึกษาวิจัยกันอย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาให้อวนลากและโพงพางจับปลาเป็ดให้น้อยลง การคิดจะยกเลิกอวนลากโดยฟังข้อมูลมาว่า เป็นเครื่องมือทำลายล้าง ไม่มีประเทศใดใช้เครื่องมือนี้ ควรจะต้องคิดให้รอบคอบและตรวจสอบข้อมูลว่าจริงหรือไม่ และอีกประเด็นที่สำคัญคือ ควรเข้าใจด้วยว่า ทรัพยากรประมงในเขตร้อนสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีอัตราการเจริญเติบโตและการทดแทนที่สูงกว่าในเขตอบอุ่นหลายเท่าตัว

คำถามที่ถูกถามกันมากในปัจจุบันก็คือ สิ่งที่ ศปมผ.ทำอยู่ในปัจจุบันได้ตอบโจทย์ที่อียูถามมาหรือไม่ สิ่งที่อียูต้องการเห็นคือ ระบบที่สามารถปฏิบัติได้จริงและตรวจสอบได้ และไม่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของชาวประมงอย่างรุนแรง สิ่งที่ ศปมผ.ได้ดำเนินการมาทั้งหมดจึงมิได้ตอบโจทย์ดังกล่าว ไปแปลความเพียงว่าต้องลดการลงแรงทำการประมงให้สอดคล้องกับค่า MSY มาตรการที่ออกมาจึงสร้างความสับสนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ชาวประมงจำนวนหนึ่งต้องเดือดร้อนและนั่งรอความช่วยเหลือจาก ศปมผ.

ทำไมเราจึงไม่ให้ใบแดงตัวเอง เป็นการปิดบ้านเพื่อแก้ปัญหาเองก่อน โดยให้คนที่มีความรู้เรื่อง IUU อย่างถ่องแท้มาดำเนินการตามหลักการที่กำหนด เชื่อว่าภายในสองปีประเทศไทยจะมีประมงยั่งยืน เป็นความสำเร็จที่แม้แต่ EU ยังต้องกลับมาง้อขอซื้อสินค้าประมงไทย

--------------------


รศ.ดร.กังวาลย์ จันทรโชติ

ภาควิชาจัดการประมง  คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์