วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

เศรษฐกิจไทยตอนนี้ยังดูไม่ดี ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคล่าสุดเดือนสิงหาคม แสดงการอ่อนตัวของเศรษฐกิจในหลายๆ ส่วน

 ทั้งการผลิต การใช้จ่าย การส่งออก ที่สำคัญอัตราเงินเฟ้อของประเทศติดลบต่อเนื่อง ตลอดช่วงเก้าเดือนแรกของปี ชี้ถึงเศรษฐกิจที่ขาดกำลังซื้อมาก รัฐบาลก็ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ โดยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายด้วยมาตรการต่างๆ วันนี้จึงอยากเขียนเรื่องนี้ โดยดูภาพใหญ่จากข้างบน (Helicopter view)ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย เพื่อให้เรามีความเข้าใจถึงปัญหาที่มีอยู่

เศรษฐกิจไทยขยายตัวในแนวโน้มที่ถดถอยลงตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา ปีที่แล้วเศรษฐกิจขยายตัวที่ร้อยละ 0.9 ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน สิ่งที่ตัวเลขเหล่านี้พยายามบอกก็คือ โมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (Growthmodel)ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980s ที่พึ่งอุตสาหกรรมส่งออกที่ใช้แรงงานถูก และการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันอาจไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อีกต่อไป เหตุผลก็คือ ต้นทุนแรงงานในประเทศได้สูงขึ้นมาก ขณะที่การปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตในภาคเอกชน โดยใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็ไม่เกิดขึ้น ผลก็คือผลิตภาพของเศรษฐกิจที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนที่มีอยู่ลดต่ำลง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชัดเจนหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2008 เมื่อเศรษฐกิจโลกทรุดตัวรุนแรง ลดความต้องการซื้อสินค้าไทยในต่างประเทศ การส่งออกจึงไม่ขยายตัว บวกกับภาครัฐเองก็ไม่ขยายการลงทุน ผลก็คือโมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจไม่มีตัวขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกหรือการลงทุนภาครัฐ การขยายตัวของเศรษฐกิจจึงโน้มลดลงโดยตลอด ด้วยเหตุนี้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ จึงมองปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจขณะนี้ว่า เป็นปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาการใช้จ่ายไม่เพียงพอ

ที่สำคัญ ตลอดช่วงที่การขยายตัวของเศรษฐกิจถดถอย ประเทศไม่ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออกใหม่ ขึ้นมาทดแทนอุตสาหกรรมส่งออกเดิม ที่พึ่งแรงงานราคาถูกที่แข่งขันไม่ได้ เพื่อเป็นตัวนำการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงต่อไป ตรงกันข้ามสิ่งที่ได้ทำคือ พยายามอุดหนุนช่วยเหลือให้อุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ ให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ แต่อุตสาหกรรมใหม่ที่มาจากการใช้ความรู้ นวัตกรรม และประสิทธิภาพที่สำคัญต่อการแข่งขันในตลาดโลก ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็คือนโยบายและมาตรการที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ และบริษัทเอกชนให้ลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความสามารถของบริษัท ทางอ้อมก็คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ ที่มีทักษะและความสามารถตรงกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และความต้องการของภาคเอกชน เมื่อไม่เกิดขึ้นกว้างขวาง เหล่านี้จึงเป็นข้อจำกัด ให้ภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุน ทั้งเพื่อยกระดับการผลิตหรือขยายกิจการ ผลก็คือประเทศไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ ที่จะแข่งขันในเศรษฐกิจโลก

นี่คือปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลาง ที่ประเทศไทยประสบอยู่ ประเทศไทยเติบโตเข้าสู่ประเทศระดับรายได้ปานกลาง ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980sณ ระดับรายได้ต่อหัวประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ปัจจุบันรายได้ต่อหัวของไทยยังอยู่ระดับประเทศรายได้ปานกลาง ล่าสุดที่ 5,519 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ระดับประเทศรายได้สูง (ที่รายได้ต่อหัวต่อปีเริ่มต้นที่ประมาณ 12,800 ดอลลาร์สหรัฐ) ได้ หมายถึงประเทศไทยได้ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมานานกว่า 25 ปี ขณะที่จีน ปัจจุบันมีรายได้ต่อหัวประมาณ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แม้จะมีประชากรถึง 1.3 พันล้านคน และเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม (ซึ่งจีนเรียกว่าสังคมนิยม) ช้ากว่าไทยมาก

เหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยไม่สามารถหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ก็คือประเทศไม่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมส่งออกใหม่ ที่ใช้ความสามารถด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหัวใจของการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก เช่น เกาหลี หรือไต้หวัน ทำให้ประเทศไทยขณะนี้ ไม่สามารถแข่งขันได้ทั้งกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะประสิทธิภาพการผลิตของเราต่ำแข่งขันไม่ได้ และกับประเทศที่ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจต่ำกว่าไทย เพราะต้นทุนแรงงานของเราสูงเกินไป

เมื่อโมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจแบบเดิมแข่งขันไม่ได้ การเติบโตก็ต้องมาจากการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวต่ำ การเร่งตัวก็ต้องพึ่งการกระตุ้นโดยภาครัฐ (โดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในชื่อต่างๆ) หรือการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ ผลก็คือเศรษฐกิจขยายตัวดีเป็นช่วงๆ คือช่วงไหนที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจหรือมีเงินทุนไหลเข้า เศรษฐกิจก็ขยายตัวได้มากขึ้น แต่พอไม่มีการกระตุ้นหรือเป็นช่วงเงินทุนไหลออก เศรษฐกิจก็จะกลับมาซบเซา เป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2008 ทำให้ประเทศไทยขณะนี้เหมือนอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจสองวัฏจักรซ้อนกัน

วัฏจักรแรก คือ วัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น ที่ขึ้นลงตามการกระตุ้นของรัฐบาล และการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศ เป็นวัฏจักรระยะสั้น เช่น ปีนี้ที่เศรษฐกิจขยายตัวไม่ดีตลอดช่วงสามไตรมาสแรก การกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ก็อาจทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นในไตรมาสแรกปีหน้า แต่หลังจากนั้นก็อาจกลับไปสู่ภาวะชะลอตัวอีกเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

ส่วนวัฏจักรที่สอง คือ วัฏจักรระยะยาว ที่การขยายตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลงโดยตลอด ทำให้อัตราการขยายตัวระยะยาวของประเทศลดต่ำลงมากจากอดีต แนวโน้มระยะยาวนี้จะไม่ดีต่อไป จนกว่าประเทศจะมีอุตสาหกรรมใหม่ที่จะสร้างรายได้ และนำประเทศไปสู่การเติบโตและพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น แต่ถ้าอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้ไม่เกิด ประเทศก็จะไม่มีฐานที่จะสร้างรายได้ใหม่สำหรับอนาคต ที่จะยกมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในประเทศให้ดีขึ้น

ดังนั้น โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจขณะนี้ คือ การเปลี่ยนโมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจ จากโมเดลที่พึ่งอุตสาหกรรมส่งออกที่ใช้แรงงานราคาถูก มาเป็นอุตสาหกรรมการส่งออกที่แข่งขันโดยนวัตกรรม ความรู้ และประสิทธิภาพ จากโมเดลที่พึ่งการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน มาเป็นโมเดลที่ระดมทรัพยากรและเงินทุนจากภาคเอกชน มาร่วมพัฒนาประเทศ และจากโมเดลเศรษฐกิจที่การแทรกแซงจากภาครัฐ ให้ประโยชน์ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ และสัมปทานที่จำกัดการแข่งขัน (รวมถึงสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำ) มาเป็นการเปิดกว้างโอกาสทางธุรกิจให้กับคนในประเทศ โดยสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบตลาด การมีธรรมาภิบาลที่ดีในการทำธุรกิจ มีภาคราชการที่โปร่งใส และการสร้างโอกาส การเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินที่ทั่วถึง ทั้งหมดนี้จะปลดปล่อยพลังความรู้ความสามารถของคนในประเทศที่มีอยู่ ให้สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไปสู่ระดับรายได้ที่สูงขึ้น

นี่คือหนทางที่จะทำให้ประเทศหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และนี่คือประเด็นปัญหาที่การปฏิรูปประเทศ ต้องทำให้เกิดขึ้น