วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศที่ประชาชนเป็นใหญ่

ขณะที่ท่านอ่านบทความนี้ในกรุงเทพธุรกิจ ผมกำลังพาคณะไปดูงานอสังหาริมทรัพย์ที่กวางเจา

กลับมาก็ต้องไปบรรยายที่เมียนมาต่อ เอาไว้ครั้งหน้าผมจะเล่ารวบยอดเรื่อง "อสังหาริมทรัพย์ต่างแดนให้ฟัง"  แต่วันนี้เอายำใหญ่เรื่องนโยบายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในต่างแดนกันก่อน เพราะเป็นเรื่องที่ไทยเราก็จะคลอดนโยบายและมาตรการเหล่านี้เช่นกัน

ในประเทศที่ประชาชนเป็นใหญ่นั้น ในมิติด้านอสังหาริมทรัพย์เขาจะเห็นแก่ประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของนายทุนนักพัฒนาที่ดินรายใหญ่ เช่น ไม่ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ อย่างกรณีลดภาษีและค่าธรรมเนียมโอนเฉพาะการซื้อขายบ้านมือหนึ่ง จากบริษัทพัฒนาที่ดิน (รายใหญ่ๆ) ซึ่งเท่ากับเอื้อนายทุนใหญ่ ไม่ได้ครอบคลุมถึงบ้านมือสอง ประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับประโยชน์ด้วย เป็นต้น

ผมก็ไม่ได้เห็นประเทศตะวันตกใดในยุโรปและอเมริกาเป็นพ่อนะครับ แต่สารภาพว่าเมื่อก่อนก็เห็นประเทศจีนเป็นพ่อ เพราะมีเชื้อสายจีน ตอนเด็กถูกล้อว่า "ไอ้เจ๊ก" ยังนึกในใจว่าโตขึ้นจะกลับไปพัฒนาชาติจีน!  แต่เดี๋ยวนี้ผมคิดใหม่แล้วครับ จีนกลายเป็นจักรวรรดินิยมตัวใหม่ที่ขาดอุดมการณ์ และคนเรา "เกิดที่ไหนต้องตายที่นั่น"  ต้องทดแทนบุญคุณแผ่นดินเกิด ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับเชื้อชาติ เราฆ่ากันตายก็เพราะเรื่องเชื้อชาติ ศาสนากันมานักต่อนักแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเทศตะวันตกหรือแม้แต่จีนหรือที่อื่นๆ เองก็มีสิ่งดีๆ ให้เราได้เรียนรู้ โดยเฉพาะนโยบายและมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ถือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ แสดงว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินในประเทศเหล่านี้ เราจึงควรเอาเยี่ยงกา ศึกษาด้านดีๆ ของประเทศเหล่านี้บ้าง สิ่งที่พึงศึกษาได้แก่

1.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในประเทศตะวันตก เขามีระบบภาษีนี้ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ก็จะจัดเก็บกันประมาณ 1-3% เช่น สมมติว่า 2% ต่อปี โดยนำเงินเหล่านี้มาพัฒนาท้องถิ่น ยิ่งที่ดินเปล่ายิ่งต้องเสียภาษีหนัก เพราะถือว่าทางราชการมีสาธารณูปโภคให้ครบครัน แต่กลับ "อม" ที่ดินไว้ เป็นการกีดขวาง ขัดขวางการพัฒนาเมือง ใครจะพัฒนาก็ต้องซื้อที่ไกลออกไป ทำให้ส่วนรวมเสียหายที่ต้องขยายสาธารณูปโภคออกไปนอกเมืองอย่างไม่สิ้นสุดนั่นเอง ภาษีนี้ของไทยพยายามเก็บต่ำจนอาจไม่คุ้มการจัดเก็บ เพียงเพราะคนมีเงิน มีอำนาจ ไม่อยากเสียภาษี โดยขาดวิสัยทัศน์ว่า ภาษีนี้ยิ่งจ่าย ยิ่งได้ เพราะเขาเอาไปพัฒนาสาธารณูปโภค ทำให้ท้องถิ่นเจริญ ราคาทรัพย์สินยิ่งขึ้นสูงกว่าภาษีที่เสียไปอีก

2.ภาษีมรดก ในหลายประเทศจัดเก็บเพื่อไม่ต้องการให้มีอภิสิทธิ์ชน คล้ายๆ สนามหญ้า หญ้าแต่ละต้นควรเสมอหน้ากัน ใครมีมากก็ต้องเก็บหนักๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีคฤหาสน์ขนาดใหญ่ อาจต้องยกให้หลวงไปเลย เพราะทายาทไม่มีปัญญาจ่ายภาษี จะมาอ้างความจนพาลไม่เสียภาษีไม่ได้ คนที่รวยล้นฟ้าก็จะถูกบั่นให้เสมอหน้ากันมากขึ้น นี่แหละบทบาทของรัฐ ต่อการสร้างความเสมอหน้ากันในสังคม แต่สำหรับของไทย กฎหมายมรดกเก็บจากกองมรดกที่เกิน 100 ล้าน ของผู้เสียชีวิต แต่หากยังไม่เสียชีวิต ก็โอนให้ลูกได้โดยไม่เสียภาษี ภาษีที่เสียก็น้อยเหลือเกิน เรียกว่าไม่เต็มใจเก็บภาษีจากคนรวยที่เป็น "พวกกัน" เอาซะเลย

3.บีบห้ามเก็งกำไร  ในประเทศที่ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เขาไม่ปล่อยให้นายทุนใหญ่น้อยมา "นกรู้" เก็งกำไรเอาเงินมาจองซื้อบ้านก่อน แล้วประชาชนทั่วไปที่จองซื้อไม่ทัน ค่อยไปซื้อใบจองจากนักเก็งกำไรอีกทอดหนึ่ง เช่นที่เกิดขึ้นอย่างดาษดื่นในประเทศไทยของเรา ในประเทศจีน จึงมีมาตรการว่า ถ้าเราซื้อหลังที่สอง จะสามารถกู้ได้เพียง 50% ของมูลค่าบ้าน แต่ถ้าใครซื้อเป็นหลังที่ 3 แล้ว ตั้งใจจะเก็งกำไรกันเต็มที่ ทางราชการก็มีข้อกำหนดว่า ห้ามให้สถาบันการเงินอำนวยสินเชื่อให้  ถ้าจะซื้อต้องจ่ายเงินสดเอง เป็นต้น  นี่เป็นการดัดหลังนักเก็งกำไร

4.ภาษีการเก็งกำไร  ยิ่งกว่านั้นในฮ่องกง ยังมีมาตรการว่า "ไอ้อีผู้ใด" ซื้อห้องชุด (ที่ฮ่องกงมีแต่ห้องชุดแทบไม่มีบ้านขาย) แล้ว (บังอาจ) ขายต่อภายในเวลา 6 เดือน (ซึ่งแสดงว่าเป็นการเก็งกำไร) "มันผู้นั้น" จะต้องเสียภาษี 15% ของราคาที่ขายได้ แต่หากถือครองเกิน 6 เดือน แต่ไม่เกินปี ซึ่งก็ยังถือว่าเก็งกำไรเช่นกัน ก็ต้องเสียภาษี 10% เป็นต้น  มาตรการนี้ก็คือการรีดภาษีจากพวกเก็งกำไรโดยตรงนั่นเอง เพราะปรามการเก็งกำไร ให้ตลาดบ้านเป็นของผู้ซื้อและใช้สอยจริง (End users) ไม่ใช่กลายเป็นแค่ "สินค้า" ให้เก็งกำไรกันเล่นๆ

5.ภาษีจากกำไรในการขายทรัพย์สิน ในสวีเดน หากใครขายบ้านภายในระยะเวลา 5 ปี กำไรที่ได้จากมูลค่าเพิ่ม จะถูกเสียภาษีเป็นส่วนใหญ่ การเก็งกำไรแบบนี้ก็ทำให้การคำนวณกระแสเงินสดของผู้ประกอบการผิดเพี้ยนไปด้วย หากพวกเขาไม่มาโอนหลังจากจองซื้อ แต่ผู้ประกอบการบางรายก็ชอบ เพราะทำให้ยอดขายดูสูงดี ยิ่งกว่านั้นในสวีเดน หากเราขายบ้าน แล้วได้กำไรจากราคาที่ซื้อมา ส่วนต่างของกำไรนี้จะต้องเสียภาษี 25% ของไทยไม่มีภาษีนี้เลย เราจึงควรปรับปรุงบ้าง

6.ไม่เห็นฝรั่งเป็นพ่อ สิงคโปร์ได้ปฏิบัติเป็นตัวอย่างแล้ว แต่เดิมสิงคโปร์ห้ามต่างชาติซื้อห้องชุดพักอาศัย ให้ซื้อได้เฉพาะที่อยู่ชั้น 5 ขึ้นไป แต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 สิงคโปร์อนุญาตให้ซื้อได้ทุกชั้น แต่เมื่อปี 2553 เป็นต้นมา ปรากฏว่าชาวต่างชาติที่มาซื้อห้องชุดในสิงคโปร์ จะต้องเสียภาษี 10% ในการโอนเข้าเป็นของตน เมื่อปีก่อนก็ขึ้นเป็น 15% แต่ชาวสิงคโปร์ที่ไม่ได้ซื้อเก็งกำไร ไม่ต้องเสียภาษีนี้ หากเป็นนักเก็งกำไรในประเทศเอง ก็ต้องเสียแต่ในอัตราต่ำกว่า สาเหตุที่สิงคโปร์ไม่เห็นฝรั่งเป็นพ่อ ก็เป็นเช่นเดียวกับกรณีเราส่งลูกไปเรียนออสเตรเลีย หรือยุโรป เขาก็คิดค่าเทอมลูกเราสูงกว่าเด็กท้องถิ่น เพราะถือว่าเราไม่เคยเสียภาษีให้กับท้องถิ่นเขาเลย (จะมาชุบมือเปิบก็ดูกระไรอยู่)

7.มาตรการอาชีพสงวนของคนท้องถิ่น ในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เขาห้ามนายหน้าต่างชาติมาทำงานในประเทศของเขา ถ้าบริษัทนายหน้าข้ามชาติจะมาทำมาหากิน ก็ต้องมีผู้ร่วมทุนท้องถิ่นด้วย โดยเฉพาะในสิงคโปร์ หากใครฝ่าฝืนมีทั้งโทษจำและปรับอย่างหนักเลย นี่แหละครับ เขาให้ศักดิ์ของคนในชาติโดยเสมอหน้ากัน แต่ในประเทศไทย มีฝรั่งหรือต่างชาติมาเปิดบริษัทนายหน้าขายที่ดินเต็มไปหมด ทั้งที่เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย การบังคับใช้กฎหมายแทบไม่กระดิก เราควรทบทวนเสียใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างชาติมาผูกขาดกิจการต่างๆ ในประเทศไทย ต้องเห็นแก่คนในชาติ และประชาชนโดยรวมเป็นหลัก

 ปกติแล้วในประเทศกำลังพัฒนาทั่วไป เช่นไทย นายทุนยักษ์ใหญ่ท้องถิ่น มักจะสมคบกับนายทุนยักษ์ใหญ่เทศ มาช่วยกันแล่เนื้อเถือหนังเอารัดเอาเปรียบนายทุนรายเล็กๆ รวมทั้งบีฑาผู้บริโภคหรือประชาชนในท้องถิ่นของประเทศ และบ่อยครั้งรัฐบาลที่ไม่ใช่เป็นของประชาชน ก็มักเออออห่อหมกไปด้วย เช่น ไม่จับพวกนายหน้าต่างชาติ ไม่ยอมให้มีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับคนต่างชาติ เพราะนายทุนใหญ่ไทยก็ไม่ยอมเสียภาษีนี้ เป็นต้น

ผมจึงขอช่วยกระทุ้งรัฐบาลให้ออกนโยบายและมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่เกื้อหนุนต่อประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงแก่ชาติ แก่ประชาชน ไม่ใช่ไปสร้างความมั่นคงแก่นายทุนใหญ่ ที่พร้อมจะหนีไปที่อื่นยามชาติมีภัย!