วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐน่าจะมีวิธีการอื่น ที่ดีกว่า‘ซิงเกิลเกตเวย์’

กรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายหนึ่งของรัฐบาล คือ การจัดตั้ง “single gateway”

 หรือระบบประตูทางผ่านทางเดียว ในการเชื่อมข้อมูลข่าวสารกับประชาคมโลก โดยกระแสคัดค้านมุ่งไปที่การลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งความไม่เชื่อถือในระบบการสื่อสารของประเทศ เนื่องจากเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาตรวจสอบ และควบคุมการสื่อสารได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบัน ประเทศที่ทำระบบนี้คือประเทศจีน ในขณะที่หลายประเทศที่เคยดำเนินการมาแล้วต่างยกเลิกไปทั้งสิ้น

จากกระแสการต่อต้านที่เพิ่มมากขึ้น หลังจากไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะเดินหน้า จัดตั้งซิงเกิลเกตเวย์หรือไม่ เพราะขณะนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาเท่านั้น แต่จากหนังสือของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสั่งการนโยบายต่างๆนั้น ปรากฏว่ามีเรื่องนี้อยู่ด้วย  และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปีงบประมาณ 2558

หนังสือดังกล่าวระบุว่า “ตามที่คณะรัฐมนตรี (4 สิงหาคม 2558) ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาตรการและโครงการสำคัญต่างๆ เร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปีงบประมาณ 2558 ซึ่งรวมถึงการจัดตั้ง single gateway ที่ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับผิดชอบ โดยให้รายงานความคืบหน้าให้นายกรัฐมนตรีทราบภายในเดือนสิงหาคม 2558นั้น ให้กระทรวงเทคโนโลยีฯ เร่งรัดการดำเนินการเรื่องดังกล่าวและรายงานความคืบหน้าให้นายกรัฐมนตรีทราบภายในเดือนกันยายน 2558”

อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้สิ้นปีงบประมาณ 2558 และยังไม่สามารถจัดตั้งได้ แต่ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลมีแนวคิดจะจัดตั้ง single gateway ซึ่งไม่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะออกมาแก้ต่างว่าอยู่เพียงขั้นตอนศึกษาเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการจัดตั้งโครงการนี้ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ เราเชื่อว่าการต่อต้านจะมีมากกว่าการยินยอมพร้อมใจ และยิ่งมีความไม่ชัดเจนมากเท่าไร กระแสการต่อต้านและข่าวลือก็จะมีมากขึ้น

แน่นอนว่าประเด็นการจัดตั้ง “single gateway” รัฐบาลอาจเห็นว่ามีความจำเป็น เนื่องจากช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้นั้น ถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงยุคใหม่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งทางป้องกันภัยความมั่นคง ทั้งระดับบุคคลและระดับรัฐมีทางเดียว นั่นคือการควบคุมช่องทางการสื่อสารเหล่านี้เพื่อสามารถตรวจสอบได้ง่ายขั้น แต่จากความไม่ไว้ใจหน่วยงานภาครัฐในสังคมไทยที่มีมานาน ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อโครงการนี้

เราเห็นว่าขณะนี้ระบบการสื่อสารของประเทศได้พัฒนามาไกล ซึ่งแน่นอนว่าหากจะเดินหน้าโครงการนี้ย่อมสามารถดำเนินการได้ แต่รัฐบาลจำต้องประเมินผลดี-ผลเสียอย่างรอบด้าน หากรัฐบาลจะอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียวนั้น เราเชื่อว่าจะเกิดกระแสการต่อต้านครั้งใหญ่จากประชาชนที่คุ้นเคยและเห็นว่าระบบปัจจุบันมีความเหมาะสม เราเห็นว่ารัฐบาลน่าจะมีวิธีการที่ดีกว่านี้ โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในการดูแลเรื่องความมั่นคงในยุคสื่อสารสมัยใหม่ ดีกว่าการควบคุม ซึ่งเราเชื่อว่าประชาชนน่าจะให้ความร่วมมืออย่างดี เราหวังว่ารัฐบาลน่าจะสร้างให้เกิดความร่วมมือของคนไทยในเรื่องความมั่นคง ซึ่งจะดีกว่าให้ภาครัฐเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว