วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประเทศไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน สู่การพัฒนาดิจิทัลเพื่อศก.และสังคม

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมที่สำคัญอยู่หลายกรณี แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดในทัศนะของผู้เขียน

ได้แก่ การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย ได้รับมอบรางวัล ITU Global Sustainable Digital Development Award จากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union : ITU) อันแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ ในทิศทางการพัฒนากิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 หากย้อนกลับไปมองภาพรวมกิจการโทรคมนาคมของประเทศ นับจากปี 2533 เป็นต้นมา จะพบว่าประเทศไทยมีนโยบายสนับสนุนการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมมาโดยตลอด โดยผู้เขียนขอแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 ช่วงปี 2530 เริ่มจากการให้บริษัทเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการกับรัฐวิสาหกิจที่มีอำนาจผูกขาด ในการดำเนินกิจการโทรคมนาคมในขณะนั้น อันได้แก่ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย(ทศท.) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) (คือ บมจ.ทีโอทีฯ และ บมจ. กสท.ในปัจจุบัน) สัญญาร่วมการงานที่บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมเป็นผู้ให้บริการกับ ทศท. และ กสท.ในขณะนั้น ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ต่อกิจการโทรคมนาคมของประเทศ เนื่องจากทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการหลายราย มีการขยายเครือข่ายมากขึ้น จำนวนช่องสัญญาณมากขึ้น อัตราค่าบริการและอุปกรณ์ต่างๆ ลดลงตามลำดับ

และประการสำคัญ ผู้บริโภคมีโอกาสเข้าถึงบริการโทรคมนาคมมากขึ้น  ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานในด้านกิจการโทรคมนาคม เป็นสาธารณูปโภคหลักที่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงนี้เป็นอย่างมาก

ระยะที่ 2 ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และการใช้บังคับ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 และ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ที่กำหนดให้มี “องค์กรกำกับดูแล” ด้านกิจการโทรคมนาคมโดยเฉพาะ (กทช.ในขณะนั้น) และรัฐบาลมีนโยบาย “แปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization)” ที่ผูกขาดการประกอบกิจการโทรคมนาคม อันได้แก่ ทศท. และ กสท. จากการเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายจัดตั้งมาเป็นองค์กรที่จัดตั้งตามกฎหมายเอกชน (Corporatization) เพื่อแยกบทบาทระหว่างการเป็นผู้ประกอบการ (Operator) ออกจากการเป็นผู้กับกำดูแล (Regulator) ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการทุกๆ ราย (a level playing field)

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในส่วนของ บมจ.ทีโอทีฯ และ บมจ. กสท. ก็ยังไม่สำเร็จลุล่วง เนื่องจากภาครัฐยังคงถือหุ้น และกำหนดนโยบายการดำเนินงานของทั้งสองบริษัทอยู่ ซึ่งหากพิจารณาในแง่ของการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมแล้ว คงตอบไม่ได้ว่า ทำไมรัฐจึงยังคงต้องประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน ในธุรกิจที่รัฐมีอำนาจในการกำกับดูแลเต็มรูปแบบอยู่แล้ว

ในช่วงการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว มีปัญหาจากการปฏิบัติตามสัญญาร่วมการงานเกิดขึ้นหลายกรณี เนื่องจากภาคเอกชนเห็นถึงความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน จากการที่ผู้ประกอบการรายหนึ่ง ต้องจ่ายผลตอบแทนจากการประกอบกิจการให้กับผู้ประกอบการอีกรายหนึ่ง ดังนั้น การแปลงสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาร่วมการงาน (Concession conversion) จึงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอย่างกว้างขวาง และนำไปสู่การฟ้องร้องในหลายกรณี และนำไปสู่การหาทางออกของภาครัฐ ด้วยการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 โดยมีหลักการคือ เป็นการแปลงรายได้สัมปทานมาเป็นภาษี เพื่อส่งตรงเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน และส่งผลเป็นการลดความได้เปรียบของ บมจ.ทีโอทีฯ และ บมจ.กสท.ในฐานะคู่สัญญาในการแข่งขันกับเอกชน

ระยะที่ 3 การจัดตั้ง กสทช. ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และการเปิดประมูล 3G นับเป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง ในแง่ของการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่มีบทบาทและอำนาจหน้าที่มากขึ้น รวมถึงการนำทรัพยากร 3G ของประเทศมาจัดสรรและใช้ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

และรัฐบาลปัจจุบันกำลังจะนำประเทศเข้าสู่ยุคที่ 4 ของการพัฒนากิจการโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศตามนโยบาย Digital Economy ซึ่งในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการปฏิรูปกิจการ และผู้เขียนเชื่อว่ารัฐบาลจะเล็งเห็นถึงความสำเร็จนับจากอดีตถึงปัจจุบัน ในการพัฒนากิจการโทรคมนาคมของไทยบนพื้นฐาน “การกำกับดูแลที่เป็นธรรมและการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม”

นอกจากเรื่องท่านนายกฯ รับมอบรางวัลจาก ITU ก็ยังมีอีกสองเรื่องเกี่ยวกับแวดวงโทรคมนาคมที่สำคัญ ได้แก่ นโยบาย “Single Gateway” และการให้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากเอกชนรายหนึ่ง โดยอ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ทั้งสองเรื่องผมเห็นว่าน่าที่จะถูกทบทวนในที่สุด ในกรณี Single Gateway นั้นก่อให้เกิดการผูกขาด และผู้บริโภคเสียหายอย่างแน่นอน และส่งผลเป็นการกีดกันการลงทุนจากต่างประเทศ

ส่วนการให้ดำเนินการเรียกค่าเสียหาย ผู้เขียนเห็นด้วยว่า ต้องเรียกค่าเสียหายจากคนที่ทำให้รัฐเสียหาย แต่กระแสข่าวก็อาจทำให้สับสนไปได้ว่า ใครกันคือบุคคลที่ทำให้รัฐเสียหายและต้องรับผิดจากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาฯ เราต้องไม่ลืมหลักการสำคัญประการหนึ่งว่า “คำพิพากษา” ผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น และต้องเป็นมูลคดีเดียวกันด้วย และในขณะเดียวกัน ก็ต้อง “แยกความรับผิดของบุคคลออกจากองค์กร” เพราะมิเช่นนั้น ระบบกฎหมายคงไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนได้เลย ไว้คราวหน้ามีโอกาส ผมจะมาเขียนต่อเรื่องนี้นะครับ

 ------------------------

ศุภวัชร์ มาลานนท์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

[email protected]