“คนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยดูทีวีกันแล้ว” คำพูดนี้เรามักได้ยินอยู่เสมอ และทุกครั้งที่ได้ยินก็ทำให้สวนทาง
กับความรู้สึกอย่างบอกไม่ถูก เพราะผ่านมาเพียงปีเศษเท่านั้น ที่รัฐบาลโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้เปิดประมูลใบอนุญาต ผู้ประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัล ซึ่งได้ผู้ถือใบอนุญาตช่องทีวีใหม่ไป 24 ช่องธุรกิจ เม็ดเงินรวมในการประมูลกว่า 5 หมื่นล้านบาท
กว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ความพร้อมในการให้บริการของทีวีดิจิทัล และการส่งผ่านสัญญาณออกอากาศให้เข้าถึงประชาชน ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ถึงขั้นมีการยื่นฟ้องร้องกสทช. ว่าบกพร่องในการ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจทีวี จากระบบอะนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัล ไม่เป็นไปตามที่ให้สัญญาไว้
การเรียกชำระเงินประมูลรอบ 2 ของผู้ถือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลบางราย เมื่อหลายเดือนก่อน จึงเกิดกรณีผู้ประมูลประกาศถอนใจ จะเลิกทำธุรกิจแบบไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย เพราะประสบภาวะขาดทุน ทั้งที่มีสัญญาผูกมัดไว้อย่างแน่นหนา เหตุหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการมองว่า กสทช.ไม่สามารถปรับเปลี่ยนการส่งผ่านสัญญาณ ได้ตามที่สัญญาไว้เช่นกัน เพราะการเข้าถึงทีวีดิจิทัลของครัวเรือนไทยยังไปไม่ถึงไหน มิหนำซ้ำรายที่เข้าถึง ก็ยังมีปัญหาสับสนอลหม่านเรื่องช่องการออกอากาศ ที่ึ่ไม่ป็นมาตรฐานเดียวกัน
กรณีปัญหาจัดเรียงช่องไม่ตรงตามข้อตกลงในการประมูล คืออีกหนึ่งข้อบกพร่องที่เห็นได้ชัดเจน เนื่องจากกสทช.ระบุว่า ทีวีดิจิทัลที่ประมูลใบอนุญาตไปได้ทั้งหมดนั้น จะต้อได้รับการเรียงช่อง 1-36 ตามที่กสทช.ระบุ แต่ในทางปฏิบัติมีปัญหามากมาย เพราะการรับชมทีวีของครัวเรือนไทยวันนี้ ส่วนใหญ่ชมผ่านการบอกรับสมาชิกในแพลทฟอร์มเดิมที่เคยมีอยู่ ทั้งเคเบิล และดาวเทียม ซึ่งกสทช.ระบุว่า ในทุกแพลทฟอร์มทีวี ต้องเรียงช่องให้ตรงตามที่แต่ละช่องได้เลือกไปในวันประมูล แต่ในวันนี้ ทั้งเคเบิ้ล และดาวเทียม ยังไม่ยอมเรียงช่องตามที่กสทช.กำหนด
ฝ่ายผู้ประกอบเคเบิลและดาวเทียม ร้องว่าถ้าถูกบังคับให้เรียงช่องตามที่ระบุ จะได้รับผลเสียหาย เพราะคอนเทนท์ที่ซื้อมาแพง อาจไม่ได้ลำดับช่องที่เหมาะสม จึงไม่ยอมเรียงช่องตามการประมูล ณะที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลก็เรียกร้องให้กสทช.เร่งแก้ไขปัญหานี้ เพราะผู้บริโภคสับสน และยังส่งผลต่อการพัฒนาช่อง การวัดเรทติ้ง และอีกหลายกรณีปัญหาตามมา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย.2558 ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. ได้มีมติ 6 ต่อ 4 เห็นชอบร่างประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์ ที่ต้องนำช่องรายการทีวีดิจิตอลทั้ง 36 ช่องเรียงไว้ในลำดับที่ 1 ถึง 36 ในช่องทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี โดยมีผลบังคับใช้ภายหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 60 วัน ก็คงต้องมารอดูกันว่า มาตรการนี้จะดำเนินการได้ตามที่ คณะกรรมการกสทช. ลงมติเห็นขอบไปหรือไม่
แต่สำหรับประชาชนในฐานะผู้บริโภคแล้ว กรณีปัญหาการเรียงช่อง เป็นเรื่องที่สร้างความสับสนจริง เพราะแต่ละเคเบิลต่างเลือกเรียงช่องตามใจ ตามคอนเทนท์ตัวเอง มากกว่าที่จะยึดกติกาส่วนรวม ซึ่งหากทำได้โดยเรียง 1-36 เป็นช่องฟรีทีวีดิจิทัล หลังจากนั้นค่อยเป็นช่องอื่น ในมุมของผู้บริโภคแล้วเห็นด้วยว่าควรทำ เพราะทุกวันนี้คนดููทีวีต้องค้นหาตลอดเวลา เปลี่ยนบ้านทีก็ต้องเลือกวิธีดูใหม่ที ไม่มีความเป็นสากลให้จับต้องได้ ทำให้ยิ่งเบื่อการดูทีวีมากเข้าไปอีก
รีบจัดการเถอะคะ ปัญหานี้ควรใช้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง มากกว่าจะฟังเสียงผู้ประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และกสทช. ก็มีหน้าที่ต้องตอบสนองผลประโยชน์ผู้บริโภค และจัดสรรการใช้คลื่นอย่างเป็นธรรม มากกว่าจะฟังเพียงเสียงเรียกร้องของเอกชน









