บทเรียนของอินโดนีเซีย เรื่องเลือกจีนกับญี่ปุ่น สร้างรถไฟความเร็วสูง น่าสนใจสำหรับประเทศไทยอย่างยิ่ง
เพราะเราก็เจอกับภาวะที่ไม่ต่างกันนัก... จะไม่เหมือนก็ตรงที่รัฐบาลอินโดฯ กับรัฐบาลไทย มีท่าทีต่อจีนและญี่ปุ่น ในการเข้ามาร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร
เพราะการแข่งขันอันเข้มข้นระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย ที่จะเสนอตัวเข้ามา “มีเอี่ยว” ในการสร้างระบบขนส่งในหลาย ๆ ประเทศกำลังทำให้ประเทศแถบนี้ ต้องแบ่งปันประสบการณ์กันและกันอย่างยิ่ง
ล่าสุด ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เพิ่งบอกปัดข้อเสนอของจีน และให้มีการประมูลใหม่ เพราะประเมินแล้วระบบรถไฟความเร็วสูงที่จีนเสนอนั้น “ไม่มีความเป็นไปได้ในแง่การพาณิชย์”
ก่อนหน้านี้จีนเสนอเงินกู้ประมาณ 5.5 พันล้านเหรียญ (เกือบ 200,000 ล้านบาท) จ่ายคืนใน 50 ปีเพื่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงยาว 150 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างเมืองหลวงจาการ์ตากับบันดุงซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศ
ญี่ปุ่นก็เสนอให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และยืนยันว่าเทคโนโลยีการสร้างรถไฟความเร็วสูงของเขามีมายาวนานถึง 50 ปี
เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน รัฐบาลอินโดฯ ประกาศไม่รับข้อเสนอของจีน และของญี่ปุ่น และให้เสนอประมูลใหม่ทั้งคู่ สำหรับโครงการรถไฟความเร็วปกติ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนน้อยลงถึง 40%
มติของรัฐบาลอินโดฯ ใหม่ คือจะสร้างรถไฟความเร็วปานกลาง วิ่งที่ประมาณชั่วโมงละ 200 กิโลเมตร (แทนที่จะเป็น 300-350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
รถไฟสายใหม่จะร่นเวลาการเดินทางระหว่างสองเมืองใหญ่จากปัจจุบัน 3 ชั่วโมงเหลือเพียงครึ่งชั่วโมง
“เราขอให้จีนและญี่ปุ่นเสนอมาใหม่เพื่อรัฐบาลจะได้พิจารณา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออินโดนีเซีย” คือคำแถลงของรัฐบาลอินโดฯ
รัฐบาลอินโดฯไม่ต้องการใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่จะให้เป็นการตกลงระหว่างบริษัทเอกชนกันเองโดยมีรัฐบาลเป็นผู้ประเมิน ตรวจสอบและควบคุมการก่อสร้าง
ถ้าจีนได้สัญญานี้ ตัวรถไฟก็จะมาจากบริษัท CRRC Corp
ถ้าญี่ปุ่นชนะ ก็จะเป็นของ Kawasaki Heavy Industries Ltd
แรกเริ่มนั้นดูเหมือนรัฐบาลอินโดฯจะโอนเอียงไปทางจีนเพราะไม่มีเงื่อนไขว่าอินโดฯจะต้องลงทุนร่วมด้วย แต่อยู่ดี ๆ ญี่ปุ่นก็แซงโค้งมาพร้อมข้อเสนอที่น่าสนใจ ทำให้โจโกวีต้องมาทบทวนนโยบายเรื่องรถไฟความเร็วสูงใหม่
เมื่อประเมินว่ายังไม่จำเป็นต้องมีรถไฟที่วิ่งเร็วขนาดนั้น และการลงทุนจะสูงเกินไป เวลาคุ้มทุนจะยาวนานมาก จึงหันมาบอกให้ทั้งจีนและญี่ปุ่นไปคิดสูตรมาใหม่ ขอให้เป็นรถไฟความเร็วปานกลางก็พอ
ไทยเราใช้วิธีแบ่งให้จีนกับญี่ปุ่นไปคนละเส้น
ที่เวียดนามและลาว ดูเหมือนจีนจะได้เปรียบญี่ปุ่น เพราะใกล้จะมีการจับมือกับจีนให้สร้างทางรถไฟที่จะเชื่อมต่อกับจีน
ทางรถไฟจากคุนหมิงทางใต้ของจีนจะเชื่อมต่อกับเวียงจันทน์ และหากเป็นไปตามแผนรถไฟสายนี้ จะวิ่งจากเวียงจันทน์เข้ากรุงเทพฯ ต่อไปถึงสิงคโปร์
ในกรณีของลาว ข่าวบอกว่าธนาคาร Export-Import Bank จะให้กู้ประมาณ 5 พันล้านเหรียญหรือ 180,000 ล้านบาทซึ่งเกือบจะเท่ากับ 60% ของจีดีพีของลาว ทำให้ไอเอ็มเอฟเตือนเมื่อสองปีก่อน ว่าหากรัฐบาลลาวกู้เงินก้อนนี้ จะทำให้ระดับหนี้ของประเทศพุ่งไปอยู่ที่ 125% ของจีดีพีทีเดียว
ข้อดีข้อเสียของโครงการ “รถไฟความเร็วสูง” ของจีนและญี่ปุ่นที่นำเสนอต่อประเทศในอาเซียนหลายประเทศ จึงสมควรจะได้รับการประเมินและวิเคราะห์ให้ลุ่มลึก ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเลือกใคร และใช้สูตรอันใดจึงจะเกิดประโยชน์เต็มที่สำหรับประเทศของตนเอง... ไม่ใช่เพียงยินดีปรีดากับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ต่ำจริงหรือ?) ที่จะได้เฉพาะหน้าเท่านั้น








